posttoday
วิเคราะห์การเมือง

วิเคราะห์การเมือง

06 กุมภาพันธ์ 2553

...ทวี สุรฤทธิกุล

ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก่อนเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516 จะเกิด ได้มีฝรั่งเข้ามาศึกษาสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทย อยู่หลายคนหลายคณะ เพื่อนำข้อมูลจำนวนหนึ่งไปวางแนวทางในการพัฒนา ตามที่ฝรั่งพวกนี้ต้องการ แน่นอนว่าฝรั่งพวกนี้เป็นชาวอเมริกันเสียส่วนใหญ่

อเมริกันสนใจประเทศไทยมาก เพราะประเทศไทยอยู่ในศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สหรัฐอเมริกามองว่าจะเป็นตัวหลักในการต่อต้านอำนาจของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่คลุมอยู่ในภูมิภาคนี้ จึงทุ่มเทเงินทองให้แก่ทุกภาคส่วนของไทย ที่มากที่สุดก็คือแก่กองทัพไทย รองลงมาก็คือกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่มีงานสำคัญในการพัฒนา ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม รวมทั้งมีกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่ชื่อว่ากระทรวงพัฒนาการ แต่ตั้งได้ไม่นานก็เลิกไป

เงินทองอันมากมายมหาศาล แม้จะสร้างความทันสมัยในหลายๆ สิ่ง ทั้งกองทัพที่มีอาวุธชั้นเยี่ยม ทั่วประเทศมีเขื่อน มีถนน มีโรงพยาบาล และโรงเรียน รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งในภูมิภาค แต่เงินทองเหล่านั้นก็ได้สร้างมลภาวะเสื่อมทรามให้กับสังคมไทยมากมายเช่นกัน

รัฐบาลอเมริกันได้ใช้ข้อมูลที่นักวิชาการทั้งที่ฝรั่งส่งมาศึกษา กับนักวิชาการคนไทยที่สหรัฐอเมริกาให้ทุน นำไปสร้างระบบสังคมใหม่บนโครงสร้างเก่า โดยได้ศึกษาพบว่าสังคมไทยมีลักษณะที่โดดเด่นคือ เป็นสังคมในระบบอุปถัมภ์และมีโครงสร้างค่อนข้างหลวม (Patronage Society and Loosely Social Structure) อันมีรายละเอียดโดยสรุปว่า คนไทยชอบพึ่งพากันและกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความภักดีแนบแน่น คืออาจจะปรับเปลี่ยนความภักดีนี้ไปตามคนที่จะมาเป็นนาย ว่านายคนไหนจะให้ผลประโยชน์ได้ถูกใจมากกว่า

การใช้เงินของรัฐบาลอเมริกันครั้งนั้นจึงได้ผลดี (ต่อสหรัฐเอง) เพราะทำให้คนไทยโดยเฉพาะชนชั้นนำที่มีอำนาจปกครอง ซึ่งในยุคนั้นก็คือทหารลุ่มหลงรัฐบาลสหรัฐจนถึงขั้นยอมขายตัวเป็น “สุนัขรับใช้” (ศัพท์ที่ปัญญาชนยุค 14 ตุลา 16 ใช้เรียกกองทัพไทย) ในขณะเดียวกันก็ทำให้ข้าราชการไทยเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งก็คือโรคคอร์รัปชัน ถึงขั้นฝังเข้าดีเอ็นเออย่างยากที่จะรักษาให้หมดสิ้นไปได้ รวมทั้งคนไทยในระดับรากหญ้าที่เสพติดการป้อนกลืนจากเบื้องบน ที่ชนชั้นนำและข้าราชการโปรยปรายมาให้ ทว่าเต็มไปด้วยเศษอาหารที่ไร้โภชนาการ ทำให้คนไทยกลายเป็นเด็กแคระแกร็น เลี้ยงไม่โต และชอบร้องโยเยมาถึงทุกวันนี้

นักวิชาการอเมริกันอีกเช่นกัน ได้เตือนรัฐบาลของตนเองว่า การเร่งพัฒนาด้วยการโปรยปรายหว่านทานเช่นนี้ ระวังจะนำหายนะมาสู่สังคมประเทศ (ที่รับทานจากสหรัฐ) เหล่านั้น แล้วก็จะตามมาด้วยหายนะของประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ที่จะต้องรับผลพวงจากการกระทำดังกล่าว นักวิชาการท่านนี้ก็คือ แซมมวล ฮันติงตัน โดยได้อุปมาอุปไมยให้เห็นภาพว่า การเร่งพัฒนาก็คือการโหมไฟเข้าไปในกองฟืนที่กำลังต้มกาน้ำให้เดือด น้ำในกาก็คือความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้นว่าคนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการศึกษาสูงขึ้น แต่ฝากาที่ปิดไว้นั้นเหมือนการเมือง ทั้งยังเป็นฝากาที่ไม่มีรูระบายไอเดือด ดังนั้นเมื่อน้ำเดือดก็จะดันฝากาออกมาจนไหลนองพลุ่งพล่านมาดับกองไฟนั้นเอง ซึ่งกองไฟดังกล่าวก็เปรียบได้ด้วยรัฐบาลอเมริกัน

คำทำนายของฮันติงตันเป็นจริงหรือไม่ ท่านทั้งหลายที่ผ่านช่วงประวัติศาสตร์ในเวลานั้นมาก็คงจะเห็นอย่างชัดเจนแล้ว ทั้ง 14 ต.ค. 2516 ที่ประชาชนผู้ถูกปิดกั้นทางการเมืองเข้าโค่นล้มเผด็จการทหาร และตามมาด้วยการขับไล่กองทัพอเมริกันออกจากประเทศไทย ท้ายที่สุดในปีต่อมา พ.ศ. 2517 สหรัฐก็แพ้พวกเวียดกงในสงครามเวียดนาม ตามมาด้วยการยึดครองลาวและกัมพูชาในปีต่อมาของฝ่ายคอมมิวนิสต์

เขียนประวัติศาสตร์เมื่อ 30 กว่าปีมาให้ได้อ่าน เพราะอยากให้เราๆ ท่านๆ ได้นำมาเทียบเคียงกับเหตุการณ์บ้านเมืองของเราในปัจจุบัน ทุกวันนี้แม้จะไม่มีรัฐบาลสหรัฐมาทำปู้ยี่ปู้ยำกับคนไทยเหมือนในครั้งนั้น แต่กลายเป็นรัฐบาลของคนไทยด้วยกันเองนี่แหละที่ปู้ยี่ปู้ยำคนไทยอย่างเมามัน ตั้งแต่ปี 2544 นั้นแล้วที่เผด็จการทุนนิยมตัวพ่อได้ใช้ประชานิยมโปรยปรายคนไทยจนติดใจ ฯฯพณฯ อย่างงอมแงม แม้แต่นายกฯ หน้าหล่อคนปัจจุบันก็ละเลิกไม่ได้

นักการเมืองไทยก็อีกพวกหนึ่งที่ชอบปู้ยี่ปู้ยำพ่อแม่พี่น้องของตนเอง (อย่างที่ท่านชอบเรียกเวลาหาเสียง) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็คือการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนทางอ้อมก็คือพฤติกรรมอันหยาบช้าสามานย์ รวมถึงการไม่รู้จักรับผิดชอบ ไม่ประชุมสภา และการใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเอาชนะเกมในสภา มากกว่าที่จะชำระสะสางกฎหมายที่คร่ำครึให้ทันสมัย หรือแทนที่จะเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชนทั้งประเทศตามที่เขากำหนดฐานะไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กลับไปเป็นกระโถนให้ “เจ้ากรรมนายเงิน” (ที่หวงสมบัติตนเองยิ่งกว่าความสงบสุขของประเทศ) แต่เพียงคนเดียว

ทุกวันนี้หากฝรั่งกลุ่มเดิมที่เคยมาศึกษาสังคมและการเมืองไทยเมื่อ 40 ปีก่อน กลับมาศึกษาอีกครั้ง อาจจะพบว่าข้อมูลที่ได้ก็ไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่อาการอาจจะหนักหนามากกว่าอดีตเท่านั้น

นักวิชาการเหล่านั้นอาจจะสรุปภาพรวมของการเมืองไทยได้ว่า การเมืองอยู่ในภาวะบ้าๆ บอๆ ที่ฝรั่งเรียกว่า Absurd หรือเลอะเทอะ ส่วนสังคมก็วุ่นวายไม่เป็นปึกแผ่น หาสาระหรือจริยธรรมอันใดไม่ได้ ถึงขั้นเละเทะและเหลวไหล อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Nonsense

ก็ให้มันยุ่งเข้าไว้ จะได้มีอะไรสนุกๆ ให้ติดตามชมกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค