posttoday
วิจัยพัฒนา นวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม

วิจัยพัฒนา นวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม

06 กุมภาพันธ์ 2553

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) กล่าวถึงการปรับโครงสร้างประเทศไทยว่า ทิศทางอนาคตของประเทศไทย จะเปลี่ยนจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยแบบเดิม ที่พึ่งพาอยู่ที่ภาคเกษตรกรรมถึง 45% ภาคบริการ 40% และภาคอุตสาหกรรม 15% ไปตามสถานการณ์ของโลก โดยขณะนี้ไทยได้เปลี่ยนแปลงมาพึ่งพาภาคบริการสูงถึง 50% อุตสาหกรรม 40% และภาคเกษตรกรรมเหลือเพียง 10% เท่านั้น

ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือความตกลงเขตการค้าเสรี การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัญหาโลกร้อนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรวมถึงวิกฤตพลังงานและอาหาร พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยชนชั้นกลางและสังคมผู้สูงอายุ ความสมดุลของโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และก้าวไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการเพิ่มมูลค่าภาคการเกษตร ต่อยอดภาคบริการ และขยายภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

สำหรับการเพิ่มมูลค่าภาคเกษตรกรรมจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยการบริหารงานแบบครบวงจร เน้นการเพิ่มมูลค่า และให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดการใช้ปุ๋ยดูแลแมลงและศัตรูพืชอย่างเหมาะสม มีการเตรียมรักษาดิน และระบบชลประทาน เพื่อให้เกิดการวางแผนการเพาะปลูกอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ขั้นตอนการปลูกและแปรรูป จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายเพิ่มผลผลิต โดยใช้เครื่องมือการเกษตรในการเพิ่มผลผลิต และลดความเสียหาย รวมทั้งพัฒนาวิธีการเก็บรักษา และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยการปลูกพืชควรจะปลูกพืชหลัก 6070% ของพื้นที่ และปลูกพืชอื่นๆ ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าได้อีก 3040% เพื่อให้เกิดความสมดุล และไม่เกิดปัญหาหากเกิดปัญหาด้านการเพาะปลูก รวมทั้งจัดระบบการขาย การตลาด และกระจายสินค้าอย่างมีระบบ

ขณะที่ภาครัฐจำเป็นต้องช่วยเกษตรกรส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นตัวช่วย เช่น โครงการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิต้านทานโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดด โครงการเพิ่มผลผลิตพืชพลังงานเพิ่มการผลิตไบโอเอทานอล เช่น มันสำปะหลังจากเดิม 3.78 เป็น 56 ตันต่อไร ซึ่งโครงการเหล่านี้เป็นตัวอย่างงานวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรได้

ทั้งนี้ ภาคเกษตรของไทยในขณะนี้ได้ปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ พืชผลทางการเกษตรมีแนวโน้มเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนอาหารในอนาคต พืชพลังงานจะเป็นที่ต้องการมากในอนาคตจากแนวโน้มการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การค้าเสรีภายในภูมิภาคจะทำให้การค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ภาคเกษตรกรรมของไทยจึงยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก หากสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เนื่องจากปัจจุบันประชากรถึง 40% อยู่ในภาคเกษตร แต่มีผลิตผลที่ได้คิดเป็นเพียง 10% ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เท่านั้น

ด้านการต่อยอดภาคบริการ ควรจะใช้จุดแข็ง เช่น ความงามของวัฒนธรรม ศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาค ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและความงามของไทยมาต่อยอดด้านบริการต่างๆ รวมทั้งขยายรายได้จากกลุ่มคนต่างชาติที่มีโอกาสมาเมืองไทย โดยเฉพาะจากกลุ่มที่เข้ามาอยู่แบบระยะยาว เช่น นักธุรกิจ เนื่องจากนักเดินทางสามารถสร้างรายได้ให้ไทยได้กว่า 4 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการที่นักธุรกิจเหล่านี้เข้ามาพำนักในประเทศนอกจากจะสร้างรายได้ในเมืองไทยแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดแรงงานไทยเพิ่มขึ้น (โดยนักธุรกิจ 1 คน จะทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 510 คน) เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศ เกิดการใช้สาธารณูปโภคร่วมกัน เช่น อินเทอร์เน็ต รถไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ไทยต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการพัฒนาดังกล่าว รวมทั้งรายได้อื่นๆ ที่จะตามเข้ามาเมื่อผู้เกี่ยวข้องกับนักธุรกิจต้องเดินทางมาด้วย เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

ดังนั้น ไทยจึงต้องเปลี่ยนประเทศให้เป็น (Expat and Tourist Heaven) โดยภาครัฐจะต้องทำหน้าที่สนับสนุนให้เกิดการเดินทางมาทำงานของชาวต่างชาติได้อย่างสะดวก รวมถึงการมีโครงสร้างภาษีที่แข่งขันได้ สนับสนุนให้มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดีและการคมนาคมขนส่งที่สะดวกสำหรับชาวต่างชาติ มาตรการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย และมีนโยบายในการศึกษาเพื่อปลูกฝังให้เด็กมีน้ำใจและพร้อมต้อนรับชาวต่างชาติ

สุดท้ายการขยายภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา และตราสินค้า เนื่องจากไทยไม่มีความได้เปรียบจากแรงงานต้นทุนต่ำอีกต่อไป การจะเป็นผู้ผลิตที่มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจึงต้องอาศัยการสนับสนุนให้เกิดกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่ดี รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่อผลงานที่คิดค้นได้

“งบด้านวิจัยและพัฒนาของไทยรวมทั้งของภาคเอกชนและรัฐเมื่อเทียบกับจีดีพีเท่ากับ 0.25% เท่านั้น หากกระทรวงแต่ละแห่งสามารถแบ่งงบประมาณมา 1% เพื่อทำวิจัยและพัฒนา จะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว” นายกานต์ กล่าว

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมจะต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐและเอกชนต้องให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่ ซึ่งอาจมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมจะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เช่น ธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ