
อินโดฯหนุน2ฝ่ายถอนทหารพ้นพระวิหาร
กษิตเผยผลหารือประธานอาเซียนเห็นพ้องร่างข้อกำหนดส่งผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่พระวิหาร ย้ำพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.-รอบปราสาท ต้องไม่มีกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย
กษิตเผยผลหารือประธานอาเซียนเห็นพ้องร่างข้อกำหนดส่งผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่พระวิหาร ย้ำพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.-รอบปราสาท ต้องไม่มีกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อเวลา 18.00 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ ได้โทรศัพท์จากประเทศอินโดนีเซียมาแถลงผลการประชุมคณะมนตรีประชาสังคม และวัฒนธรรมอาเซียนต่อสื่อมวลชนว่า ได้เข้าหารือกับ นายมาร์ตี้ นาตาเล กาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และความคืบหน้าร่างข้อกำหนดส่งผู้สังเกตการณ์มายังบริเวณจุดปะทะ ประมาณ 2 ชั่วโมง
"จากการหารือได้เห็นพ้องเกือบทั้งหมดในรายละเอียดของร่างข้อกำหนด และการกำหนดจุดให้ผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ โดยฝั่งไทย 4 จุด และกัมพูชา 3 จุด ทางทิศเหนือและใต้ของปราสาทพระวิหาร แต่ยังมีติดเรื่องถ้อยคำเพื่อไม่ให้ติดขัดในกระบวนการรัฐสภา ทั้งนี้ อินโดฯจะส่งร่างทีโออาร์สุดท้าย กลับมาที่อีกครั้งก่อนจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 3 พ.ค.นี้"นายกษิตกล่าว
รายละเอียดสำคัญของร่างข้อกำหนดได้ระบุชัดเจนว่า จะต้องไม่มีกองกำลังของทั้งไทย-กัมพูชา เข้าไปประจำอยู่ในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร และบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อไม่ให้ละเมิดอนุสัญญากรุงเฮก และเอ็มโอยู 43 ที่จะต้องไม่มีกองกำลังอยู่ในวัดแก้วสิขาคีรี ชุมชน วัด รวมถึงตลาด
อย่างไรก็ตาม การส่งผู้สังเกตการณ์จะเริ่มเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทหารกัมพูชาจะออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้เมื่อใด ส่วนระยะเวลาในร่างข้อกำหนดระบุไว้ 6 เดือน แต่อาจจะน้อยกว่านั้นหากมีสันติภาพ และไม่มีการยิงข้ามมาฝั่งไทย
นายกษิต กล่าวว่า ได้ถือโอกาสเล่าถึงเหตุการณ์การปะทะที่เกิดขึ้นในประธานอาเซียนได้ทราบ โดยยืนยันว่าไทยมุ่งหาสันติ และต้องการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ ซึ่งอินโดฯ ได้รับรู้ข่าวผ่านทางสื่อ และรับรู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชนทั้งสองประเทศตามแนวชายแดน
นอกจากนี้ยังได้โทรศัพท์หา นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เพื่อนัดหารือในวันที่ 29 เม.ย. เพื่อชี้แจงการดำเนินการไทยต่อเหตุปะทะครั้งนี้ รวมทั้งบรรยายสรุปให้กับเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ได้รับทราบถึงกรณีดังกล่าวด้วย







