
เสรีภาพเฟซบุ๊ก
ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์เรื่องแผนของบริษัทกับวอลสตรีต เจอร์นัล “อดัม คอนเนอร์”
ระหว่างที่ให้สัมภาษณ์เรื่องแผนของบริษัทกับวอลสตรีต เจอร์นัล “อดัม คอนเนอร์”
ล็อบบี้ยิสต์ของเฟซบุ๊กในวอชิงตัน ได้พูดประโยคที่น่าพรั่นพรึงว่า “บางทีเราอาจจะบล็อกเนื้อหาในบางประเทศ บางครั้งเราก็ไม่สบายใจนัก เพราะตอนนี้เราเปิดกว้างมากเกินไป บางทีอาจเป็นเพราะบางประเทศยังไม่คุ้นกับเสรีภาพในการแสดงความเห็น”
เรื่องนี้ยังนับเป็นความกังวลซึ่งสะท้อนออกมาในบทบรรณาธิการของวอชิงตันโพสต์ ว่า จะนำไปสู่การจำกัดการแสดงความเห็นทางอินเทอร์เน็ต
นับตั้งแต่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊กเดินทางไปเยือนจีนเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดข่าวลือสะพัดไปทั่วว่าเฟซบุ๊กจะจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทแห่งหนึ่งในจีน และซักเคอร์เบิร์กเองก็เคยกล่าวก่อนหน้านี้มาแล้วว่าไม่อาจจินตนาการได้ว่าจะเชื่อมต่อโลกได้อย่างไรโดยไม่มีจีน
ทว่า แล้วเงื่อนไขจะเป็นเช่นไร
ปัจจุบันเฟซบุ๊กเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ถูกแบนในจีน แต่หากว่าเฟซบุ๊กสามารถทะลวงกำแพง Great (Fire) wall ไปได้ ก็อาจต้องเจอเงื่อนไขให้ทางการจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลร่วม หรือต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเซ็นเซอร์คอนเทนต์บางส่วน
จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า คุ้มค่ากันหรือไม่ที่จะประนีประนอมระหว่างตัวเลขผู้ใช้งานมหาศาลในจีนกว่า 400 ล้านคน กับการจำกัดเสรีภาพบนโลกอินเทอร์ เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์กในจีนเองอย่างเว็บ ไคซิน และเหรินเหริน ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 200 ล้านคน ต่างก็เข้าข่ายนี้
เฟซบุ๊กมีสถานะเหมือนกับยืนอยู่บนทางแยก ด้านหนึ่งก็เคยได้รับการชื่นชมในฐานะเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังจากเหตุประท้วงที่อียิปต์ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทว่าอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบริษัทตะวันตกที่แสดงให้เห็นถึงเรื่อง 2 มาตรฐานในจีน
คงเป็นเรื่องจริงที่ว่า คุณไม่มีทางมีเพื่อน 500 ล้านคนได้โดยไม่สร้างศัตรู แต่การยอมจำนนต่อการปิดกั้นเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต ก็ไม่ใช่วิธีสร้างเครือ ข่ายเพื่อนที่ถูกต้องนัก







