
คืนพื้นที่สีเขียว โกยคะแนนคนกรุง
นาทีนี้ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติและความวิปริตของสภาพดินฟ้าอากาศ
นาทีนี้ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติและความวิปริตของสภาพดินฟ้าอากาศ
โดย...อาทิตย์ เคนมี
นาทีนี้ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติและความวิปริตของสภาพดินฟ้าอากาศ ถือเป็นเรื่องฮือฮาที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองต้องคอยเงี่ยหูฟัง เหตุเพราะผู้คนทั้งหลายยังตกอยู่ในห้วงแห่งฝันร้าย ทั้งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวสึนามิที่ญี่ปุ่น และดินถล่มในภาคใต้ จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองใหญ่ๆ จะฉกฉวยจังหวะเข็นนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมออกมาประกวดประชันกันในช่วงใกล้เลือกตั้งที่จะถึงนี้
อย่างล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ป่าวประกาศโครมครามว่า จะปลุกปั้นพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงให้ได้ถึงแสนไร่ หวังช่วยผายปอดให้กับคนเมือง โดยจะรื้อย้ายท่าเรือคลองเตยไปยังท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมเนรมิตพื้นที่เป็นสวนสาธารณะระดับเวิลด์คลาสภายใน 4 ปี แต่จะทำได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
เช่นเดียวกับนโยบายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็ให้คำมั่นในเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ โดยประกาศว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ 5,000 ไร่ ภายใน 4 ปี (2552-2555)
เมื่อสำรวจความคืบหน้าตามนโยบาย พลิกฟื้นพื้นที่สีเขียวของผู้ว่าฯ กทม.พบว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยนางจุรี จันทรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวว่า จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5,000 ไร่ ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 3,700 ไร่ โดยจะทำการรวบรวมพื้นที่ว่างจากภาครัฐ ภาคเอกชน และขอเช่าพื้นที่จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คาดว่าจะสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ปัจจุบัน กทม.มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 29 แห่ง เมื่อรวมกับสวนขนาดเล็กและสวนหย่อมต่างๆ แล้วจะมีค่าเฉลี่ยพื้นที่สีเขียวถึง 4.16 ตร.ม./คน ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ขั้นต่ำ 4 ตร.ม./คน และยังตั้งเป้าว่าจะต้องเพิ่มให้ได้ 4.21 ตร.ม./คน” นางจุรี กล่าว
อีกด้านหนึ่ง กระแสความตื่นตัวของประชาชนต่อสภาวะโลกร้อนก็มีส่วนกดดันให้หน่วยงาน กทม.ต้องเร่งตอบสนองความต้องการของคนเมืองที่โหยหา พื้นที่สีเขียวกันมากขึ้น ดังเช่นก่อนหน้านี้ที่มีการรวมตัวของภาคประชาชนในนาม “กลุ่มบิ๊กทรี” ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการโค่นต้นจามจุรีเก่าแก่อายุนับร้อยปีใน ซอยสุขุมวิท 35 เพื่อผุดห้างสรรพสินค้า เป็นเหตุให้ กทม.ต้องรีบเข้าไปจัดการรณรงค์อนุรักษ์เป็นการใหญ่และร่วมจับมือเป็นพันธมิตรกันในที่สุด
กระทั่งต่อมาเกิดเป็นโครงการจัดประกวดต้นไม้ใหญ่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กทม.กับกลุ่มบิ๊กทรีและภาคีเครือข่าย เช่น มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร กลุ่มอาสาสมัครฟื้นฟูประเทศไทย ชมรมหรี่เสียง ฯลฯ โดยเชิญชวนประชาชนส่งภาพถ่ายประกวดต้นไม้ใหญ่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และร่วมโหวตลงคะแนน ขณะเดียวกัน ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ผู้บริหาร กทม.และชาวคณะก็เตรียมลงพื้นที่สำรวจและศึกษาอนุรักษ์ต้นไม้ที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ไม้ใหญ่ในเมืองกรุง
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงพลังของประชาชนที่สามารถผลักดันให้หน่วยงานรัฐต้องเร่งขันนอตตัวเองและปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของพลเมืองมากขึ้น มิใช่เป็นการกำหนดนโยบายจากบนลงล่างเหมือนเช่นการปกครองแบบล้าหลังที่เคยปฏิบัติกันมาแทบทุกยุคสมัย







