
ส่งออก-เลือกตั้ง หนุนเศรษฐกิจไตรมาศ 2
เพียงแค่ไตรมาสแรกของปีนี้ สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลาย พากันปรับตัวเลขการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)
เพียงแค่ไตรมาสแรกของปีนี้ สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลาย พากันปรับตัวเลขการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี)
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
เพียงแค่ไตรมาสแรกของปีนี้ สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลาย พากันปรับตัวเลขการประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) กันยกใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดปกติ เนื่องจากสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจต่างๆ จะทบทวนตัวเลขจีดีพีเมื่อผ่านไตรมาส 2 ไปแล้ว เพื่อปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจระดับโลกอย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลงจาก 4.5% เหลือ 4.1% ส่วนธนาคารโลกก็มีทีท่าจะลดการขยายตัวเศรษฐกิจไทยลงเช่นกัน โดยมีเหตุผลว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหลายด้าน ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
อาทิ ปัญหาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงต่อเนื่องจากราคาอาหาร น้ำมันที่แพงขึ้น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ สึนามิและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จากความไม่ชัดเจนในการฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ยังไม่นิ่ง แถมจะมีการเลือกตั้งใหม่ในช่วงกลางปีนี้อีก
การเลือกตั้งนี้จะทำให้เกิดสุญญากาศทางเศรษฐกิจ จนกว่าจะมีการรับรองผลการเลือกตั้ง และมีการตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้ว่าการใช้จ่ายเงินงบประมาณปี 2555 อาจจะล่าช้าออกไป ซึ่งจะมีผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของอดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ มองว่าการเลือกตั้งและการล่าช้าของงบประมาณจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้มากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนที่มีความเข้มแข็ง ภาคการเมืองเป็นผู้เสริมเท่านั้น
“การส่งออกที่ขยายตัวในอัตราสูงทั้งที่เรายังมีปัญหาการเมือง แสดงให้เห็นว่าการส่งออกยังเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคในประเทศอาจจะลดลงตามเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนต้องใช้เงินมากแต่ซื้อของได้เท่าเดิม” โฆสิต กล่าว
สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหญ่ผู้มากประสบการณ์มองก็คือ เป็นห่วงทางด้านฐานะการคลัง เพราะการดำเนินโครงการรัฐสวัสดิการต่างๆ จะผูกพันงบประมาณเป็นรายจ่ายถาวร แต่รายรับจะไม่คงที่ ขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ
“ผมเห็นว่าพรรคการเมืองทุกพรรคต่างระดมกันหาเสียงโดยยึดเอาประชาชนเป็นหลัก แต่ไม่มีใครนำเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นหลักเลย คือ นโยบายบางอย่างทำแล้วได้ใจประชาชน แต่ชาติเสียหาย ก็ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าว
โฆสิต ระบุว่า ไม่ได้สนใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะเติบโตเท่าไหร่ แต่สนใจในเรื่องเสถียรภาพของเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากกว่า
ทางด้าน นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังขยายตัวได้ดี ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐบาลควรจะเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล เพราะทำให้กลไกตลาดบิดเบือน และสร้างวินัยที่ไม่ดีให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องการประหยัดของประชาชน การขนส่ง รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมด้วย
แต่ทางทีดีอาร์ไอกลับมองว่า ช่วงสุญญากาศทางการเมืองระหว่างรอจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ถึงไม่มีรัฐบาลก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลรักษาการสามารถดูแลให้งานเดินไปตามปกติได้
เพียงแต่ช่วงรักษาการ นโยบายใหม่ โครงการใหม่ไม่มี ยกเว้นกรณีฉุกเฉินถึงจะตัดสินใจได้ เพราะยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ดังนั้นหากภาครัฐเดินได้ตามปกติ ไม่สร้างปัญหาให้สะดุด หรือไม่ทำลายความมั่นใจ ภาคเอกชนสามารถเดินต่อได้อยู่แล้ว
“ที่สำคัญ ดีด้วยซ้ำที่มีการประกาศเลือกตั้ง เพราะอย่าลืมว่าเงินจากการเลือกตั้งมีจำนวนไม่น้อย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ในหลายภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรับเหมาก่อสร้างในท้องถิ่น ทำให้เงินสะพัดและเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจมากกว่าจะเป็นผลลบ” นิพนธ์ กล่าว
นิพนธ์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาสึนามิและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่น รวมทั้งภัยพิบัติในภาคใต้ คงส่งผลกระทบต่อการขยายตัวบ้าง อาทิ มีผลให้จัดเก็บภาษีได้ลดน้อยลง เพราะธุรกรรมส่งออกสินค้า ประเภทรถยนต์ ผลผลิตทางการเกษตรได้รับผลกระทบ แต่คงกระทบระบบการผลิต(ซับไพร์เซน)ในบางภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเท่านั้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าปัญหาในญี่ปุ่นน่าจะฟื้นฟูได้เร็ว ในเวลาประมาณ 1 ไตรมาส ซึ่งในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้อาจจะลดลง แต่ทันทีที่แก้ไขเสร็จกิจกรรมทางการผลิต การลงทุนและการจ้างงานจะกลับมาโตเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อไทยด้วยปีนี้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งการส่งออก เชื่อว่าปีนี้จะยังสามารถโตได้ เพราะเอกชนปรับตัวได้ดี ความต้องการในตลาดโลกยังมี ถ้าเราไม่มีนโยบายพิลึกพิลั่นออกมา แล้วปล่อยให้การเลือกตั้งเดินไป ช่วงเลือกตั้งเงินสะพัดแน่ หนุนให้ภาคธุรกิจเอกชนดี มีการจ้างงานเพิ่มด้วย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องน่าจะดีขึ้น น่าจะพอชดเชยการบริโภคที่ชะลอจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้
“ผมมองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้และทั้งปีไม่น่าจะออกมาแย่มาก เพียงแต่จะไม่โตมากเหมือนช่วงปลายปีที่แล้ว” นิพนธ์ กล่าว
จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ประธานกรรมการ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยคงจะขับเคลื่อนไปด้วยการส่งออก และการบริโภคในประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้ง
จักรมณฑ์ มองว่า หลังการประกาศยุบสภาก็ยังมีรัฐบาลรักษาการมาบริหารงานให้เดินไปตามปกติได้ การปฏิบัติงานราชการและการบริหารงานในโครงการลงทุน การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ก็เป็นไปตามที่กำหนดไว้เดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงที่ไร้รัฐบาลจะไม่มีการอนุมัติการใช้งบประมาณก้อนใหม่ หรือการลงทุนโครงการใหม่ๆ เท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก
สิ่งที่จะมีผลมากต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และต่อเนื่องยาวออกไปทั้งปี คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงทำลายสถิติใหม่ และราคาสินค้าอาหารปรับสูงขึ้นจากปัญหาภัยธรรมชาติ
ขณะที่ อัตราการขยายตัวของจีดีพี ไตรมาส 1 ปีนี้ ก็น่าจะออกมาดี เพราะภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดีมาก เห็นได้จากไตรมาสแรกปีนี้โตถึง 29% ซึ่งถึงจะโตจากการส่งออกทองคำที่เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ก็ถือว่าเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี อาจจะมีผลกระทบจากภาคการส่งออกยานยนต์บ้าง เพราะมีหลายโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์มีการลดจ่ายโอที สะท้อนว่าน่าจะกระทบซับไพร์เซน ชิ้นส่วนประกอบอาจจะมีปัญาขากเคลนจากปัญหาแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นที่ผ่านมา แต่น่าจะเป็นปัญหาเพียงชั่วคราว ฉะนั้นผมยังคิดไม่ออกว่าจะมีปัจจัยอะไรมากดดันเศรษฐกิจไทยให้แย่ลงมากๆได้
นายจักรมณฑ์ กล่าวต่อว่า มองในแง่การขยายตัวของหุ้นก็ยังดี เศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้ดี ส่วนปัญหาเงินเฟ้อที่ห่วงกันมาก ว่าจะสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ผมมองว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปียังน่าจะสูงไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หากดูจากราคาแท้จริงในตลาดไม่เกี่ยวกับราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้า(ฟิวเจอร์ มาร์เก็ต) เพราะกรณีประเทศลิเบียที่สู้รบยืดเยื้อ ก็ไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มประเทศอื่นที่ไม่มี่ปัญหา อาทิ เยเมน การ์ต้า ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ ยังน่าจะผลิตชดเชยได้ แถมน้ำมันในลิเบียบางส่วนยังสามารถส่งออกได้ ไม่ได้หยุดชะงักทั้งหมด
ที่สำคัญ ยอดการขยายสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าธนาคารใหญ่ กลาง เล็ก ยังขยายตัวได้ดี เกือบทุกภาคธุรกิจ เช่น สินเชื่อรถยนต์ โตได้ค่อนข้างดี สินเชื่อบ้านก็ยังโตต่อเนื่อง ฯลฯ สะท้อนกำลังซื้อในประเทศที่มีแนวโน้มดี หรือถ้าดูภาคการท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นกลับมาดีแล้ว ส่วนปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ 8 จังหวัดที่ผ่านมายอมรับว่ากระทบรายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวบ้างแต่ไม่มาก น่าจะกลับมาฟื้นฟูได้เร็ว เพราะรายได้ที่สูญเสียรัฐบาลก็เร่งช่วยเหลือและจ่ายค่าชดเชยให้ แต่ถ้าเสียหายต่อภาคการผลิตหยุดการผลิตอาจจะต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู
“ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปีนี้ ยังน่าจะมาจากภาคส่งออกที่น่าจะขยายตัวได้ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ปัญหายุโรป อเมริกา เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น ในหลายภาคธุรกิจของเรายังไปได้ แต่ก็มีหลายภาคธุรกิจอาจจะแย่ลง อาทิ รถยนต์ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะโตได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกของปีนี้ที่คาดว่าน่าจะออกมาในเกณฑ์ดี ไม่น่าจะโตติดลบแน่นอน เช่นเดียวกับการขยายตัวทั้งปี แม้เราจะเผชิญปัญหาต่อเนื่องจากญี่ปุ่น หรือประสบภัยทางภาคใต้ เพราะขณะนี้การส่งออกก็ยังดี ผู้ประกอบการภาคเอกชนมีการปรับตัวได้ค่อนข้างดี การบริโภคในประเทศก็ดี สินเชื่อก็ดี แสดงว่ามันยังมีการลงทุน ยังมีการประกอบกิจการ โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐอย่างรถไฟฟ้า บางสายก็เริ่มตามมติเดิมก็เดินต่อไป หนุนการจ้างงานที่เกี่ยวข้องในหลายภาค การก่อสร้าง การจ้างแรงงานมูลค่าหลายแสนล้านบาท นอกจากนี้การเลือกตั้งยังน่าจะสร้างความมั่นใจให้นักธุรกิจกล้าลงทุนมากขึ้น เพราะถ้าการเมืองนิ่งชัดเจนทุกอย่างก็จะเดินตาม” จักรมณฑ์ กล่าวสรุป







