posttoday
ตั้งกรมคนแก่ สวนทางการปฏิรูป

ตั้งกรมคนแก่ สวนทางการปฏิรูป

14 เมษายน 2554

มีข่าวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

มีข่าวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย..นพ.อำพล จินดาวัฒนะ 

กำลังเสนอตั้งกรมใหม่ขึ้นมาดูแลงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ มีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่าร้อยละ 10 แล้ว ที่ผ่านมามีสำนักส่งเสริมสวัสดิการและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุดูแลอยู่เท่านั้น จึงต้องการตั้งกรมใหม่ขึ้นมาทำงาน เพื่อจะได้ดูแลได้ดีกว่าเดิม

จากข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบอกว่า จะทำให้การดูแลผู้สูงอายุมีความชัดเจนและเป็นระบบ ดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์ งานด้านสงเคราะห์ผู้สูงอายุ การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท จะโอนงานกลับมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาให้กรมนี้ดูแลเอง โดยอ้างว่าที่ผ่านมามีความล่าช้าและได้รับเงินไม่ครบ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการของกระทรวงได้มีเส้นทางเติบโตก้าวหน้าในชีวิตราชการสะดวกขึ้น

เหตุผลการเสนอตั้งกรมใหม่ สรุปได้ว่า (1) ตั้งแล้วคิดว่าการดูแลผู้สูงอายุจะดีกว่าเดิม ซึ่งไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่ (2) จะดึงงานที่ถ่ายโอนให้ท้องถิ่นกลับมาทำเอง เพราะให้ไปแล้วบางแห่งทำได้ไม่ดี แทนที่จะไปส่งเสริมสนับสนุนให้เขาทำได้ดีขึ้น และ (3) เพื่อสร้างช่องทางให้ข้าราชการได้ก้าวหน้า?

ข่าวการเสนอตั้งกรมใหม่นี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในกระแสการปฏิรูปประเทศไทย ที่เน้นการผลักดันเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารประเทศไปในทิศทาง “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”

เพราะที่ผ่านมาการบริหารประเทศเป็นไปอย่างรวมศูนย์อำนาจอย่างยิ่ง อำนาจบริหารประเทศกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง มีกรมกว่า 200 กรมเป็นศูนย์กลางอำนาจประชาชน และชุมชนท้องถิ่นแทบจะไม่มีอำนาจจัดการอะไรด้วยตนเองได้เลย ซึ่งมีการศึกษาชัดเจนแล้วว่า โครงสร้างการบริหารประเทศแบบนี้ ในอดีตที่สังคมไม่สลับซับซ้อนมาก ก็สามารถทำงานได้ผล แต่ในปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนไปแล้ว โครงสร้างแบบนี้กำลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างหนัก

ทิศทางการปรับเปลี่ยนที่สำคัญ คือการปรับรื้อระบบการบริหารประเทศโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการบริหารจัดการ ส่วนกลางต้องเล็กลง รวมกรม ยุบกรม ลดอำนาจการเจ้ากี้เจ้าการทำเองไปเสียทุกเรื่อง ปรับไปให้เป็นบทบาทของชุมชนท้องถิ่นทำเอง ที่เรียกว่า “กระจายอำนาจ” ให้เขามีอำนาจ “จัดการตนเอง”

หน่วยงานในส่วนกลางมีให้น้อยเท่าที่จำเป็น หันมาทำหน้าที่ทางวิชาการ สร้างมาตรฐาน สนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ควบคุมกำกับและดูแลรักษากฎหมายที่ครอบคลุมวงกว้าง หมดยุคที่ส่วนกลางคิดเอง ทำเองไปเสียหมดแบบ “คุณพ่อรู้ดี” แล้ว

เวลามีภัยพิบัติเกิดขึ้นที่ใด ท้องถิ่น ชุมชน และประชาชนที่นั่นต้องสามารถคิดวางแผนและลงมือจัดการได้ทันที โดยส่วนกลางมีหน้าที่ช่วยหนุนเสริมอย่างทันท่วงที ไม่ต้องรอรับปลากระป๋อง (ทั้งเน่าหรือไม่เน่า) จากส่วนกลาง

ที่ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีประชากรกว่า 2 หมื่นคน อบต.ที่นั่นสามารถบริหารจัดการ สร้างระบบดูแลทุกข์สุขและการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของเขาได้เองมากมาย ผู้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนและเด็กทุกคนในพื้นที่ มีน้ำนมสดจากฟาร์มที่นั่นให้ดื่มฟรีทุกวัน มีศูนย์เด็กเล็กให้เด็กทุกคนในชุมชนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ มีการสำรวจผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสครบถ้วน ไม่มีตกหล่น เงินเบี้ยยังชีพถึงมือผู้สูงอายุทุกบาททุกสตางค์

แถมยังมีกิจการสงเคราะห์อื่นๆ ที่มากกว่าเงิน และมีกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพทำงานเพื่อสังคมที่หลากหลาย ไม่ใช่รอสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว เพราะผู้สูงอายุคือทรัพยากรที่มีคุณค่า ไม่ใช่ภาระของสังคมที่ต้องรอแบมือขอรับความช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น ฯลฯ ซึ่งกิจการเหล่านั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยกรมหรือหน่วยงานส่วนกลาง

สิ่งที่ส่วนกลางควรทำก็คือ การกระจายบทบาทหน้าที่ งบประมาณ และอำนาจการจัดการไปให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการกันเอง ซึ่งงานกว่าครึ่งกว่าค่อนสามารถถ่ายโอนออกได้ ไม่ต้องหวงเอาไว้ทำเอง ชุมชนท้องถิ่นเขาทำได้ดีกว่า เพราะเขาอยู่กับสถานการณ์จริง และทุกอย่างเป็นเรื่องของเขา อยู่ในวิถีชีวิตจริงของเขา ดีไม่ดีเขาก็รู้ก็เห็นกันเอง และเขาได้ร่วมกันเรียนรู้และเก่งขึ้นเรื่อยๆ

อาจจะมีบางแห่งยังทำได้ไม่ดี ก็เป็นหน้าที่ของส่วนกลางต้องลงไปหนุนเสริมเพิ่มความเข้มแข็ง (Empower) ไม่ใช่เอามาเป็นข้ออ้างเพื่อรวบอำนาจไว้กับตัวเอง

เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ดี เงินช่วยเหลือ อสม. ก็ดี และเงินงบประมาณทุกเรื่อง คือเงินของประชาชน ไม่ใช่เงินของกระทรวงหรือของรัฐบาล หรือของพรรคการเมืองใด รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลการจัดสรรตามความเห็นชอบของรัฐสภา การบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหลาย จึงควรเป็นบทบาทหน้าที่ของชุมชนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก เพราะเป็นเงินของของเขา และเขารู้ปัญหาดีที่สุด

ที่ผ่านมาเป็นมายาคติที่คิดว่า รัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นเจ้าของ

การตั้งกรมคนแก่ขึ้นในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบของการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ เพราะงานผู้สูงอายุสอดแทรกอยู่ในเกือบจะทุกกระทรวง การตั้งกรมใหม่บอกผิดทิศทางและต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มโดยไม่จำเป็นแล้ว ก็จะเกิดอาณาจักรใหม่ที่ต่างคนต่างทำเพิ่มขึ้น

ในยุคแรกที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเมื่อ 10 ปีก่อน มีนโยบายหนุนการกระจายอำนาจชัดเจน แต่แปลกที่ในยุคปัจจุบันไม่ค่อยหนุน และในหลายๆ กรณี ทำเหมือนกับต้องการรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น

นี่เป็นการสวนทางกับการปฏิรูปประเทศไทยหรือไม่?

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว