
กบฏลิเบียดอดขายน้ำมันชนวนสงครามกำลังระเบิด
ขณะที่การรุกคืบของกลุ่มกบฏในลิเบียต้องประสบกับภาวะถดถอยหลัง
ขณะที่การรุกคืบของกลุ่มกบฏในลิเบียต้องประสบกับภาวะถดถอยหลัง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ขณะที่การรุกคืบของกลุ่มกบฏในลิเบียต้องประสบกับภาวะถดถอยหลังจากที่เกิดความแตกแยกภายในกองกำลัง NATO มีรายงานข่าวว่า ยุทโธปกรณ์และสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพของกลุ่มกบฏเริ่มร่อยหรอลงทุกที จนต้องเร่งหาทางออกด้วยการเร่ขายน้ำมัน ซึ่งผลิตได้จากพื้นที่ภาคตะวันออกของลิเบีย อันเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ
มีรายงานข่าวว่า กลุ่มกบฏสามารถส่งน้ำมันออกนอกประเทศ (อย่างยากเย็น) ได้แล้ว 1 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตที่ 1.79 ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งยังเป็นการส่งขายที่ไม่ต่อเนื่อง
น้ำมันที่กลุ่มกบฏส่งออกมาอาจช่วยต่อชีวิตขบวนการต่อต้าน กัดดาฟี แต่ไม่น่าจะช่วยให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงได้อย่างทันทีทันใด เพราะน้ำมันที่ส่งออกมายังมีปัญหาติดขัดอยู่มาก ในเรื่องตลาดและความชอบธรรม
คำถามก็คือ ใครจะเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากฝ่ายกบฏ?
การที่จะตอบคำถามนี้ได้ จะต้องพิจารณาเงื่อนไขแวดล้อม นั่นคือการประชุมระดับโลก 2 เวที ในเวลาไล่เลี่ยกัน การประชุมทั้งสองเวทีนี้จะเป็นเสมือนการจัดสรรผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงกรณีที่กลุ่มกบฏในลิเบียคิดขายน้ำมันเพื่ออัดฉีดตัวเอง ว่าควรเรียกเป็นการขยายน้ำมันอย่างผิดกฎหมายหรือไม่
ในสัปดาห์นี้ จะมีการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ เวทีนี้แต่เดิมมีจุดประสงค์เพื่อจัดระเบียบการเงินโลกใหม่ หลังผ่านพ้นวิกฤตการเงิน แต่ในปัจจุบันมีประเด็นการประชุมที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะในครั้งนี้ที่จะมีการหารือถึงทิศทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม G20 ถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพ เพราะขาดเอกภาพมากเกินไป จากการที่กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย 2 ขั้วอำนาจที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในสัปดาห์นี้เช่นกัน ที่จีนจะมีการประชุมกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำ 4 ประเทศอันประกอบไปด้วย บราซิล (B) รัสเซีย (R) อินเดีย (I) และจีน (C) หรือกลุ่มประเทศ BRICs ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง และมีอำนาจต่อรองมากขึ้นทุกขณะ
ที่ผ่านมา BRICs จัดการประชุมสุดยอดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยแต่ละครั้งมีวาระการประชุมที่แตกต่างกันไป ดังเช่นการประชุมสุดยอดที่รัสเซียเมื่อปี 2009 ได้มีการหารือเพื่อผลักดันระบบทุนสำรองใหม่ของโลก เพื่อรองรับการฟื้นตัวและลดการพึ่งพาชาติตะวันตกที่กำลังล้มลุกคลุกคลานจากวิกฤตการเงิน ซึ่งนัยที่แท้จริงของวาระการประชุมดังกล่าว ก็คือการลดการพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐ และยกระดับสกุลเงินในกลุ่ม BRICs โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินหยวนของจีน
อาจกล่าวได้ว่า การประชุมสุดยอด BRICs แต่ละครั้ง ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสลัดการพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้ว และยกระดับตัวเองเป็นขั้วอำนาจใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นทุกขณะ
เพราะในวันนี้ “ประเทศพัฒนาแล้ว” กลายเป็นคำพ้องของเศรษฐกิจที่ซบเซาและสิ้นหวัง ขณะที่ “ตลาดเกิดใหม่” มีนัยเดียวกับการขยายตัวที่คึกคักและมีอนาคต
บัดนี้โลกจึงแตกออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน นั่นคือ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ นำโดย BRICs โดยมีเวที G20 เป็นตัวผสานผลประโยชน์ (หรือเผชิญหน้า?)
2 กลุ่มนี่เองที่จะบงการทิศทางราคาพลังงานโลก ผ่านปัจจัย 2 ประการ
ปัจจัยแรก คือความต้องการน้ำมันอย่างล้นเหลือของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จนสามารถเข้าแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลเหนือประเทศผู้ผลิตน้ำในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของรัสเซียต่อเวเนซุเอลา อิทธิพลของจีนต่ออิหร่าน และบราซิลในฐานะประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่น่าจับตา
อิทธิพลของกลุ่ม BRICs ต่อลิเบียเริ่มเพิ่มมากขึ้น แม้จะไล่ตามหลังการลงทุนโดยชาติตะวันตก แต่เริ่มมาแรงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อกลางเดือน มี.ค. กัดดาฟี ยังออกปากเชิญรัสเซีย อินเดีย และจีนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันของลิเบีย เห็นได้ชัดว่า ลิเบียกำลังหาพวกเพื่อต้านทานชาติตะวันตก
อิทธิพลอย่างล้นเหลือเหนือแหล่งน้ำมันสำคัญของโลกของกลุ่มประเทศ BRICs ยังผลให้เกิดปัจจัยประการที่ 2 คือสถานการณ์ในลิเบีย ที่มีประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะชาติตะวันตกเข้าไปพัวพันอย่างเต็มตัว
คงจำกันได้ดีว่า ทันทีที่ชาติตะวันตกส่งกำลังเข้าสนับสนุนฝ่ายกบฏในลิเบีย ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปรารถนาน้ำมันจากลิเบีย เพราะไม่เพียงมีปริมาณการผลิตมากเป็นอันดับ 17 ของโลกเท่านั้น แต่ยังมีสภาพทางภูมิศาสตร์ใกล้กับยุโรป แค่ทะเลกั้น
ส่วนท่าทีของ BRICs ต่อการโจมตีลิเบีย จะพบว่ากลุ่มนี้คัดค้านมาแต่แรก โดยเฉพาะจีนและรัสเซียที่งดออกเสียงในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่มีมติเปิดทางให้ใช้กำลังกับกัดดาฟีได้
อาจกล่าวได้ว่า ที่ชาติตะวันตกสนับสนุนฝ่ายกบฏอาจทำไปด้วยจิตสำนึกด้านมนุษยธรรมจริง แต่ก็ย่อมหลีกเลี่ยงความกระหายในแหล่งน้ำมันไม่ได้เช่นกัน เพราะยิ่งนับวัน ยุโรปยิ่งสิ้นหวังด้านพลังงาน เพราะยังต้องพึ่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย
การประชุม BRICs ที่จีนในครั้งนี้ คาดว่ามหาอำนาจตลาดเกิดใหม่จะไม่รอความเห็นของ G20 อย่างแน่นอน และอาจเปิดเกมรุกเพื่อต้านทานการแทรกแซงผลประโยชน์ในลิเบียโดยชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกประเด็นเกี่ยวกับความชอบธรรมของน้ำมันที่ขายโดยกลุ่มกบฏ
ดีไม่ดีอาจนำประเด็นนี้ไปหารือถึงเวที UNSC หรือกระทั่งให้การสนับสนุนกัดดาฟีอย่างลับๆ เพื่อรักษาฐานอิทธิพลด้านพลังงานของตัวเองในทวีปแอฟริกา รวมถึงน้ำมันที่ตัวเองควรจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ด้วย หลังจากที่ตะวันตกใช้วิธีปิดประตูตีแมว ไม่เพียงอัดฉีดความรุนแรง แต่สั่งคว่ำบาตรห้ามรัฐบาลลิเบียส่งออกน้ำมัน
เท่ากับเป็นการบีบลิเบียให้จนมุม ทั้งยังกระทบชิ่งไปถึงมหามิตรของ กัดดาฟี ในกลุ่ม BRICs
หากเกิดการเผชิญหน้าอย่างไม่เป็นทางการระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ โดยมีลิเบียเป็นเดิมพัน ย่อมหมายถึงสถานการณ์ที่จะยิ่งรุนแรงขึ้น และโลกจะยิ่งขาดน้ำมันอย่างสาหัสยิ่งขึ้น
ยังมีตัวละครอีก 2 ตัวที่ต้องพิจารณาคือ คือ OPEC
ที่ผ่านมา OPEC ต้องแบกรับกำลังการผลิตส่วนที่ขาดไปจากลิเบีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งซาอุดีอาระเบีย ที่ต้องรับหน้าเสื่อแบกภาระนี้ ในฐานะที่เป็นมหามิตรของสหรัฐผู้ที่เป็นธงนำในการโจมตี กัดดาฟี ทว่า โดยส่วนลึกแล้ว ซาอุดี…อาระเบียไม่สนับสนุนการใช้กำลังกับลิเบีย เพราะการปล่อยให้ชาติตะวันตกทำอะไรตามใจชอบ ในที่สุดภูมิภาคตะวันออกกลางจะยิ่งลุกเป็นไฟ หรือหาไม่แล้วต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิง
ท่าทีที่ขัดแย้งกันของซาอุดีอาระเบีย ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกภายใน OPEC ฝ่ายหนึ่งคัดค้านการใช้กำลังกับ กัดดาฟี ฝ่ายนี้นำโดยเวเนซุเอลาและอิหร่าน (หรือนับหนึ่งคือตัวแทนผลประโยชน์ BRICs ในกลุ่ม OPEC) และฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการโจมตีลิเบียอย่างออกนอกหน้าในฐานะมหามิตรตะวันตก นั่นคือ กาตาร์
กาตาร์ไม่เพียงส่งกำลังเสริมช่วยชาติตะวันตกและสนับสนุนกลุ่มกบฏเท่านั้น แต่ยังรับหน้าที่รับน้ำมันจากกลุ่มกบฏอย่างลับๆ เพื่อเสาะหาตลาดที่เหมาะสม ล่าสุด ได้มีการนำน้ำมันไปขายแล้ว 1 ล้านบาร์เรล เพื่อแลกกับความช่วยเหลือ
เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยืนยันจากกาตาร์หรือฝ่ายกบฏ หรือสามารถขายไปที่ใด แต่หากเป็นจริง น้ำมันที่นำมาขายย่อมไหลเข้าสู่ประเทศตะวันตก ส่วนรายได้ควรน้ำมาซื้ออาวุธจากประเทศตะวันตกเช่นกัน
วงจรเช่นนี้มิใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่เกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าที่ใดก็ตามที่ชาติตะวันตกเข้าไปยุ่มย่ามด้วย
ปัญหาใหญ่คือ ชาติตะวันตกไม่อาจทำตามอำเภอใจได้อีกต่อไป ในยุคที่ขั้วอำนาจฝ่าย BRICs เริ่มรุกคืบเพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ แต่กลับต้องมาถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงที่ลิเบีย โดยอีกขั้วอำนาจหนึ่ง
หากมีการนำน้ำมันจากฝ่ายกบฏมาขายกันอย่างโจ่งแจ้งและอย่างเป็นระบบมากขึ้น จะเป็นการราดน้ำมันลงกองเพลิง ระเบิดความไม่พอใจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ กลายเป็นชนวนของสงครามยืดเยื้อที่ 2 ขั้วอำนาจสนับสนุนฝ่ายของตนในสงครามตัวแทน
ปริมาณน้ำมันที่ออกมาขายเพื่อติดอาวุธให้กลุ่มกบฏเพียงส่วนน้อยจากจำนวนที่ผลิตได้ต่อวัน ยังหาตลาดได้แสนยากเย็น เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 2 ปีครึ่ง หากราคาน้ำมันในตลาดยังพุ่งสูงขึ้นอีก แสดงว่านักลงทุนไม่เชื่อมั่นว่า กลุ่มกบฏจะคุมอุตสาหกรรมน้ำมันในลิเบียได้เบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำยังเสี่ยงที่จะก่อความขัดแย้งบานปลาย
ถึงที่สุดแล้วอาจนำมาออกขายไม่ได้แม้แต่หยดเดียว หากลิเบียกลายเป็นสมรภูมิของสงครามตัวแทน m







