posttoday
สุดทนวิกฤตยืดเยื้อ ธุรกิจญี่ปุ่นทิ้งแผ่นดิน

สุดทนวิกฤตยืดเยื้อ ธุรกิจญี่ปุ่นทิ้งแผ่นดิน

12 เมษายน 2554

แนวโน้มที่ธุรกิจญี่ปุ่นจะขยายฐานการผลิตไปยังพื้นที่นอกเขตภัยพิบัติ หรือกระทั่งไปยังต่างแดน เริ่มเป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ

แนวโน้มที่ธุรกิจญี่ปุ่นจะขยายฐานการผลิตไปยังพื้นที่นอกเขตภัยพิบัติ หรือกระทั่งไปยังต่างแดน เริ่มเป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

แนวโน้มที่ธุรกิจญี่ปุ่นจะขยายฐานการผลิตไปยังพื้นที่นอกเขตภัยพิบัติ หรือกระทั่งไปยังต่างแดน เริ่มเป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่เกิดวิกฤตนิวเคลียร์ แต่ด้วยความคาดหมายว่า การขยับขยายเพื่อหนีปัจจัยลบจะกินระยะเวลาเพียงสั้นๆ และจะไม่กระทบต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจในประเทศมากนัก

เมื่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิ และวิกฤตนิวเคลียร์รั่วไหลผ่านมาครบ 1 เดือนเต็ม ปรากฏว่าแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นไปยังต่างแดนไม่เพียงลดน้อยถอยลงเท่านั้น แต่ยังเริ่มชัดเจนขึ้นจนปฏิเสธไม่ได้

สุดทนวิกฤตยืดเยื้อ ธุรกิจญี่ปุ่นทิ้งแผ่นดิน

ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งขยายเขตอพยพหนีการปนเปื้อนกัมมันตรังสี จากเดิมที่มีวงรัศมี 20 กิโลเมตร จากโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ให้ไกลกว่ารัศมีเดิมราว 10 กิโลเมตร หลงจากประสบความล้มเหลวในการยุติการรั่วไหล

แต่เหตุผลประการสำคัญมิใช่แค่วิกฤตนิวเคลียร์ยืดเยื้อเท่านั้น เพราะญี่ปุ่นยังกลายเป็นประเทศที่ปัจจัยเสี่ยงมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิมมากมายหลายเท่า เหมือนดังคำกล่าวของ เฮโซ ทาเคนากะ อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในบทความของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ซึ่งอดีตรัฐมนตรีรายนี้ยังย้ำด้วยว่า “ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ย้ายโรงงานไปยังต่างประเทศ”

บทความของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล พาดหัวไว้ว่า “Even Japan Inc. Looks Offshore” หรือ “แม้แต่ธุรกิจชั้นนำ ยังเล็งย้ายฐานไปต่างแดน”

ในความเป็นจริง Japan, Inc. มีนัยที่ลึกซึ้งกว่าความเป็นธุรกิจชั้นนำมากมายนัก และตอกย้ำถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายเกินกว่าธุรกิจใหญ่น้อยจะปักหลักอยู่ในแผ่นดินเกิดได้อีกต่อไป

Japan, Inc. เป็นคำที่ชาวต่างชาติให้เรียกธุรกิจญี่ปุ่นที่มีสายสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับรัฐบาล คำคำนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่า รัฐบาลมีเอี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจและธุรกิจมีได้มีเสียกับภาครัฐในพฤติกรรมแบบลับๆ ล่อๆ หรือฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งหากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว ดูคล้ายจะเป็นเช่นนั้นจริง

แต่ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างภาคธุรกิจและรัฐบาลที่ก่อตัวเป็น Japan, Inc. นั้น เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลได้วางนโยบายที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคธุรกิจ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงนักเพื่อสนับสนุนเงินกู้สำหรับการลงทุน มีการพัฒนาสาธารณูปโภค มีนโยบายรองรับภาคธุรกิจในกรณีที่เกิดความเสียหายอันเป็นผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจ แม้กระทั่งนโยบายด้านสวัสดิการสังคม เพื่อพัฒนาแรงงานที่มีประสิทธิภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

ในขณะเดียวกันเมื่อนโยบายรัฐเกื้อหนุนภาคธุรกิจให้ขยายตัวอย่างคึกคัก เศรษฐกิจของประเทศจะเฟื่องฟูตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน สร้างสมดุลการออมและการใช้จ่าย ส่งเสริมการส่งออกเพื่อนำเงินเข้าประเทศ หรือแม้กระทั่งการที่ภาคธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ มักเลี้ยงดูพนักงานของตนอย่างดีราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งช่วยเสริมหน้าที่ของรัฐในการดูแลสวัสดิการประชาชนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

บริษัทที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Japan, Inc. มีทั้งบริษัทขนาดย่อมและใหญ่ ขึ้นอยู่กับความสำคัญและชื่อเสียงทั้งในและนอกประเทศ เช่น Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ ธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น Nomura Securities บริษัทลงทุนหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด กลุ่มบริษัท Mitsubishi และกลุ่มบริษัท Sumitomo บริษัท Panasonic Corp และ Sony Corporation ในด้านอิเล็กทรอกนิกส์ ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ชั้นนำ มีทั้ง Honda Motor และ Toyota Motor Corporation และ ฯลฯ

และรวมถึง TEPCO บริษัทด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ

โดยรวมแล้ว Japan, Inc. มิใช่บรรษัทที่เป็นตัวเป็นตน (Inc.) แต่เป็นระบบของการเกื้อกูลกันของภาครัฐและเอกชนในทำนองเดียวกับที่สหรัฐถูกเรียกว่าเป็น Corporate State หรือรัฐที่ภาคเอกชนชี้นำทิศทางนโยบาย

ในกรณีของญี่ปุ่นไม่เพียงส่งเสริมกันและกันเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมประชาชนทั้งประเทศไปสู่ฐานะที่ดีขึ้น เพราะ Japan Inc. ไม่ต่างอะไรกับพลวัตและหัวใจหลักที่คอยสูบฉีดระบบเศรษฐกิจ จนภาคเอกชน รัฐ และประชาชนทั่วไปแทบกลายเป็นองคาพยพเดียวกัน

พนักงานบริษัทของญี่ปุ่นจึงมักทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำ มิใช่เพื่อทำยอดให้บริษัทตัวเองเท่านั้น แต่ยังเพื่อความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจทั้งประเทศ

ดังนั้น หากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนตกอยู่ในสภาพที่ Japan Inc. ยังทนไม่ไหว ก็นับว่าญี่ปุ่นทั้งประเทศอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงเข้าไปทุกขณะ เพราะจะหมายความว่า ระบบเกื้อกูลของทุกภาคส่วนจะสั่นคลอนหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

สาเหตุที่บริษัทในระดับ Japan Inc. จำเป็นต้องย้ายหนี มิใช่เพียงวิกฤตนิวเคลียร์ หรือความเสี่ยงที่มากขึ้นจากภัยธรรมชาติ แต่ยังมาจากสาธารณูปโภคที่เสียหาย ทำให้บริษัทหลายแห่งไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรสำหรับทำการผลิต ในทางกลับการสินค้าที่ผลิตได้กลับขายได้ลำบากขึ้น เนื่องจากชาวโลกกังวลว่าสินค้าจากญี่ปุ่นจะปนเปื้อนกัมมันตรังสี

นอกจากนี้ ยังรวมถึงภาวะพลังงานขาดแคลนจากการปิดโรงงานนิวเคลียร์ชั่วคราว แต่ภาวะขาดแคลนชั่วคราวส่อเค้าที่จะยืดเยื้อเมื่อกระแสต่อต้านนิวเคลียร์ในญี่ปุ่นรุนแรงขึ้น ในที่สุดอาจกระทบต่อสายการผลิตในระยะยาว

ปัญหาติดขัดเหล่านี้ ยังผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันเสื่อมถอยลง ส่วนแบ่งตลาดถูกคู่แข่งแย่งชิงไปอย่างง่ายดาย

ความท้าทายที่บีบบังคับให้ Japan Inc. ต้องย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่ไปยังต่างประเทศ มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังภัยพิบัติ แต่มีเสียงเตือนจากทั้งในและนอกประเทศให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่นต้องปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ เพื่อรับกับโฉมหน้าเศรษฐกิจโลกที่จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในยุคหลังวิกฤตการเงิน

เพราะนับจากนี้ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำจะต้องหลีกทางให้กับตลาดเกิดใหม่

มีความพยายามของประเทศอุตสาหกรรม ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐที่จะคงความได้เปรียบของตน ด้วยการแบ่งหน้าที่ในระบบเศรษฐกิจโลกออกเป็น 2 ส่วน

ประเทศอุตสาหกรรมจะเป็นพลวัตหลักด้านนวัตกรรมและเงินทุน ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่จะเป็นพลวัตด้านการผลิตและแรงงาน

อย่างไรก็ตาม การแบ่งหน้าที่ทางเศรษฐกิจเช่นนั้นไม่อาจเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนา ก็ล้วนแต่ปรารถนาจะวิวัฒนาการตัวเองไปข้างหน้า น้อยรายที่คิดดองตัวเองให้จมปลักอยู่กับหน้าที่เดิมๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจมปลักกับตำแหน่งประเทศแรงงานราคาถูก ให้ประเทศที่มีนวัตกรรมเหนือกว่าขูดรีดทางเศรษฐกิจอยู่ร่ำไป จนไม่อาจก้าวขึ้นมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวได้

วันนี้ Japan Inc. คิดจะย้ายฐานการผลิตเพื่อหวังพึ่งแรงงานราคาถูกนอกประเทศจึงยิ่งทำได้ยาก เพราะบริษัทท้องถิ่นในประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำเริ่มยกระดับตัวเองในเชิงรุกมากขึ้น กลายเป็นว่าแทนที่ Japan Inc. จะปักหลักในต่างแดนได้มั่นคงเหมือนทศวรรษที่ 8090 กลับต้องเผชิญกับการแข่งขันกับเจ้าของที่เสียเอง

ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือ จีน ที่แม้จะยังคงเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกและมีภาคการผลิตที่พร้อมสรรพ แต่ภาคธุรกิจจีนเริ่มเปิดเกมรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาสินค้า Made in China ที่ล้ำสมัย แต่มีต้นทุนต่ำ และมั่นใจในคุณภาพได้

ความท้าทายนี้ญี่ปุ่นจะแก้ไขอย่างไร หากไม่กำหนดยุทธศาสตร์เสียแต่เนิ่นๆ

อาจกล่าวได้ว่า หากไม่เกิดภัยธรรมชาติและวิกฤตนิวเคลียร์ บรรดา Japan Inc. จะยังคงลังเลใจที่จะย้ายฐานการผลิตส่วนใหญ่ไปยังต่างแดนต่อไป เพราะหากไม่ย้ายตนจะอยู่ไม่รอดเพราะต้นทุนสูงขึ้นทุกวัน แต่หากย้ายอย่างขนานใหญ่ประเทศของตนจะอยู่ไม่รอด

อาการลักลั่นเช่นนี้ยังคงเป็นโจทย์ที่แก้ได้ยากจนกระทั่งถึงยุคหลังภัยพิบัติ และความจำเป็นที่จะต้องย้ายฐานการผลิตมีมากกว่าช่วงยุคหลังวิกฤตการเงินหลายเท่า

สถานการณ์ในญี่ปุ่นยังคงต้องปรับเปลี่ยนการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพราะในระยะนี้ไม่เพียงแต่วิกฤตนิวเคลียร์ยังรุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกิดแผ่นดินไหวในระดับ 7 ริกเตอร์อย่างต่อเนื่อง ยิ่งกระตุ้นให้ปัจจัยเสี่ยงรุนแรงขึ้น

ญี่ปุ่นยังโชคดีที่วันนี้ยังมีบางประเทศกระตือรือร้นที่จะกำหนดตัวเองให้เป็นแหล่งแรงงานราคาถูกต่อไป การที่บริษัทในข่าย Japan, Inc. จะย้ายฐานอย่างขนานใหญ่ในระยะหนึ่งจึงเป็นไปได้ แม้การย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จะกระทบต่อระบบเกื้อกูลระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน แต่อย่างน้อยบริษัทเหล่านี้ยังมีสำนักงานใหญ่ที่เป็นเสมือน “ศูนย์กลางของระบบประสาทสั่งการ” ที่บ้านเกิดเมืองนอน อีกทั้งยังสามารถถอนทุนกลับในกรณีที่วิกฤตคลี่คลายลงแล้ว

แต่หากวันหนึ่งที่วิกฤตร้ายแรงจนกระทั่งสำนักงานใหญ่ของ Japan Inc. ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ วันนั้นย่อมหมายถึงหายนะของเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ