
รัฐบาลจนมุม สินค้าแพง?
นายกฯ แจงสินค้าราคาแพงเกิดจากโครงสร้างต้นทุน และสถานการณ์ปัญหาราคาอาหารแพง เป็นภาวะที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
นายกฯ แจงสินค้าราคาแพงเกิดจากโครงสร้างต้นทุน และสถานการณ์ปัญหาราคาอาหารแพง เป็นภาวะที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
"หากเรามีความรับผิดชอบมีจริยธรรม ต้องพูดความจริงกับประชาชน ว่าต้นทุนสูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าแพง และเป็นปรากฏการณ์อาหารแพงทั่วโลก" บางส่วนการตอบของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ต่อกระทู้เรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง ที่ฝ่ายค้านถามนายกฯ ในสภา เมื่อวันที่ 8 เม.ย. โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สินค้าราคาแพงเกิดจากโครงสร้างต้นทุน และสถานการณ์ปัญหาราคาอาหารแพง เป็นภาวะที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก
พร้อมยืนยันว่าไม่มีการกักตุน หรือร่วมมือระหว่างพ่อค้ากับนักการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์ และเรียกร้องว่าหากฝ่ายค้านมีข้อมูลให้นำมาแจ้ง เนื่องจากในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมามีการอ้างถึงแต่ไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ว่ามีการหาผลประโยชน์
นอกจากนี้ นายกฯ ยังแจงสินค้าที่มีปัญหาราคาแพงช่วงนี้ กรณีน้ำมันปาล์มมีปัญหาน้ำท่วมเข้ามากระทบเพิ่ม ทำให้การคำนวณผลผลิตพลาดของจึงทั้งแพงและทั้งขาดตลาดดังเช่นที่ผ่านมา ขณะน้ำมันถั่วเหลืองที่ล่าสุดขึ้นลิตรละ 9 บาท ที่ให้ขึ้นก็ยังต่ำกว่าที่ผู้ประกอบการมาแสดงต้นทุนหลายสิบบาท น้ำตาลขณะนี้ได้ให้รมว.พาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรมดูแลกันตลอด ไม่ให้ปั่นตลาดว่าของขาดน้ำตาลก็ยังไม่ขึ้นราคา
สำหรับปัญหาราคาไข่ เป็นสินค้าที่กำลังจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะมีบางกลุ่มพยายามทำให้เหมือนว่าไข่จะขาดตลาดจึงขอเตือนบางพวกที่สุมหัวพยายามขึ้นราคาไข่คละ นี่คือความเป็นจริง ส่วนเรื่องสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา จะกำชับกระทรวงการคลังอีกครั้ง
คำกล่าวของนายกฯ ที่อธิบายว่า ราคาอาหารแพงขึ้นนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก ฟังไปก็สอดคล้องดีกับ สุสิโล บัมบัง ยุโดโยโนประธานาธิบดี ของอินโดนีเซีย ซึ่งกล่าวระหว่างการเปิดประชุมรัฐมนตรีคลังสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เกาะบาหลี เมื่อวันที่8 เม.ย.ว่า ปัญหาราคาอาหารแพงและน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ จะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลงไปในบางสินค้าที่ปรับแพงขึ้น ดูเหมือนว่าเป็นการสร้างกระแสกดดันขอขึ้นราคาที่มากกว่าต้นทุนที่ขึ้นจริงหรือไม่
กรณีของไข่ไก่ที่นายกฯ บอกว่า "มีการสุมหัวพยายามขึ้นราคาไข่ไก่ และกำลังจะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าจัดการ"เพราะเชื่อว่ามีการนำไข่ไก่ออกจากระบบไปเก็บไว้ตามห้องเย็น นอกจากนี้ช่วงปิดเทอมของทุกปีไข่ไก่จะล้นตลาด เพราะการบริโภคจากกลุ่มนักเรียนหายไป ต้องรณรงค์ให้คนไทยกินไข่เพิ่มกันทุกปี แต่ครั้งนี้ไข่ไก่กลับผลิตน้อยและราคาขึ้น
เรื่องนี้ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบพบต้นทุนไข่ไก่สูงขึ้นเฉลี่ย 25%จากเดือน ธ.ค. เพราะราคาอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้เกิดโรคระบาดและอากาศร้อน ทำให้ไก่ไข่ออกไข่น้อยลง ส่งผลให้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มขณะนี้ปรับตัวขึ้นจากฟองละ 2.80 บาท เป็น 2.90-3 บาทปัญหาดังกล่าวพาณิชย์ได้แก้ไขเชื่อมโยงเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อให้ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสมเหตุสมผล รวมถึงจะหารือกับผู้ผลิตปลาป่นไม่ให้ขึ้นราคา หลังวัตถุดิบอาหารสัตว์ขึ้นสูงมาก จากเดือน ก.พ. กิโลกรัม (กก.) ละ25 บาท ขณะนี้ 42 บาท และพาณิชย์เชื่อว่าจะไม่ทำให้ราคาไข่ไก่ขึ้นราคาอีก
ขณะอาหารใกล้ตัวอีกอย่างคือน้ำตาล ที่ผ่านมามีการพยายามชี้ให้เห็นปัญหาว่าน้ำตาลขาดแคลน เฉพาะช่องทางการขายผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพราะพาณิชย์ไม่ยอมให้ปรับราคาเพดานถุงบรรจุขนาด 1 กก.จากใบละ 75 สตางค์ เป็น 1.40 บาท หรือเกือบเท่าตัวตามที่เอกชนขอ และผู้ประกอบการที่ผลิตน้ำตาลถุง 1 กก. ที่มี 4 ราย ได้บีบให้ขึ้นราคาน้ำตาลขนาดดังกล่าว เพื่อแลกกับการผลิตสินค้าเข้าตลาด
ทั้งนี้ ปัญหาน้ำตาลทรายเป็นผลจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกยังสูงกว่าในประเทศ กก.ละ 3-5 บาท พ่อค้าจึงต้องการส่งออกเพื่อกำไรมากกว่า จึงมีการลักลอบนำน้ำตาลโควตา ก. บริโภคในประเทศ ที่ปีนี้เพิ่มจาก 26 ล้านตัน เป็น28 ล้านตัน ซึ่งมากเกินที่คนไทยจะบริโภคหมด แอบนำไปส่งออก
ทางแก้ของเรื่องนี้ หากรัฐบาลเข้าไปตรวจสอบและกำกับ 2 ทาง คือ 1.ให้กรมศุลกากรที่ดูแลเรื่องส่งออกตรวจสอบผู้ส่งออกที่ส่งน้ำตาลทรายออกไปว่าแต่ละรายมีสัดส่วนเท่าใด ถ้าสูงเกินกว่าที่กำหนดก็แสดงว่ามีการนำโควตา ก. ไปส่งออกแน่และ 2.ใช้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ที่ควบคุมผู้ผลิต ผู้ซื้อน้ำตาล ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ให้ตรวจสอบสต๊อกที่แต่ละส่วนถือและขนส่ง ก็จะรู้ว่าน้ำตาลทรายโดนลักลอบนำไปขายจากผู้ผลิตหรือร้านค้ารายใด
ขณะที่น้ำมันถั่วเหลืองบรรจุขวดช่วง 3 เดือนนี้ จะยังคงราคาอยู่ที่ขวดละ 55 บาทหลังได้รับการอนุมัติให้ปรับขึ้นขวดละ 9 บาท แม้ต้นทุนเมล็ดถั่วเหลืองที่โดนแย่งไปผลิตเชื้อเพลิงแทนน้ำมันปรับขึ้นจาก 14.86 บาท/กก. เป็น 17.31 บาท/กก. ซึ่งน้ำมันถั่วเหลือง 1 ลิตร ต้องใช้เมล็ดถั่วเหลืองถึง5.87 กก. ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยขึ้นขวดละ14.09 บาท/ขวด (รวมแวต) หรือต้องขายขวดละ 60 บาท แต่หลังเมื่อครบกำหนดคงต้องลุ้นอีกครั้งต้นทุนขึ้นหรือลดลง
ดังนั้น ในส่วนของปุ๋ยเคมีซึ่งต้นทุนขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น แม้นายกฯจะเบรกขึ้นราคาเพื่อให้พาณิชย์ไปศึกษาหาทางช่วยเกษตรกรที่จะโดนผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยเคมีแพง แต่จากกลไกที่ถึงเปิดเสรีทว่ามีผู้นำเข้ารายใหญ่ไม่ถึง 10 ราย และการขายปุ๋ยที่เกษตรกรจะใช้วิธีซื้อเชื่อจากร้านค้า นำไปเพาะปลูกเมื่อได้ผลผลิตแล้วนำไปขาย จึงจะมีรายได้มาจ่ายค่าปุ๋ยเช่นเดียวกับสินค้าการเกษตรอื่น ทำให้ปุ๋ยเคมีกลายเป็นสินค้าผูกขาดโดยธรรมชาติ ซึ่งการแก้ต้องยกเครื่องทั้งระบบ
ภาพรวมทั้งหมดจึงเห็นได้ว่า ราคาสินค้าปีนี้ต้องขึ้นตามที่หลายฝ่ายคาดอยู่แล้วว่า เงินเฟ้อหรือของแพงจะเป็นปัญหาใหญ่ของปีนี้จากต้นทุนอาหารและน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้าพิจารณาลงไปก็พอเห็นว่าสินค้าบางตัวสร้างเรื่องมาเพื่อขึ้นราคาเกินจริง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องวัดฝีมือรัฐบาลว่า จะทันเกมพวกมั่วนิ่มและสร้างระบบให้ราคาเป็นไปตามกลไกได้แค่ไหน
เพราะอนาคตยังมีสินค้าจ่อจะขึ้นราคาอีกเพียบ โดยวันที่ 11 เม.ย.นี้ พาณิชย์จะเรียกทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยเคมีขึ้นราคามาถก และหลังสงกรานต์จะมีการประชุมขึ้นราคาเหล็กอีก ปีนี้คนไทยจึงต้องเผชิญกับสินค้าแพงกับขาดตลาดเหมือนกับชาวโลก แม้จะเป็นประเทศเกษตรกรรมก็ตามหากไม่มีการบริหารจัดการที่ทันเกม







