
ต้นทุนการผลิตต้นทุนชีวิตคนงาน
นโยบายการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์
นโยบายการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี ของพรรคประชาธิปัตย์
โดย.ณรค์ เพ็ชรประเสริฐ
ทำให้เกิดคำถามในบรรดานักธุรกิจและนักแรงงานว่า เป็นไปได้หรือไม่? ในทัศนะของลูกจ้างย่อมมีความปรารถนาจะให้เป็นจริง แต่ทัศนะของฝ่ายนายจ้างกังวลว่า เป็นการทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมากไปหรือเปล่า?
เมื่อพูดถึงต้นทุนของนายจ้าง วิธีการคิดต้นทุนการผลิตและต้นทุนสินค้าโดยรวมของนายจ้างจะมีความละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน เพราะเป็นฐานของการตั้งราคาขาย การตั้งราคาขายโดยทั่วไป ก็คือ ต้นทุนโดยรวมของสินค้าบวกกำไร และวิธีคิดกำไรของธุรกิจโดยทั่วไป อัตรากำไรจะต้องสูงกว่าดอกเบี้ย เพราะถ้าเท่ากับดอกเบี้ยหรือต่ำกว่าดอกเบี้ย ผู้ผลิตก็จะไม่ผลิต เพราะขายแล้วไม่คุ้มดอกเบี้ยที่กู้เงินมาลงทุน หรือถ้าไม่ต้องกู้ ถ้าได้กำไรต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ก็จะไม่มีใครลงทุน เพราะนำเงินไปฝากกินดอกสบายกว่ากันมาก
เพราะฉะนั้น เมื่อนายจ้างยกแม่น้ำทั้งห้ามาจาระไนเรื่องต้นทุน ก็ยากที่ใครจะคัดค้านได้ง่ายๆ และประโยคสุดท้ายที่นายจ้างจะพูดเรื่องการเพิ่มค่าจ้างก็คือ ต้นทุนจะสูงขึ้น จะอยู่ไม่ได้ จะต้องขึ้นราคาสินค้า ผู้บริโภคเดือดร้อน หรือไม่ก็บอกว่าธุรกิจจะต้องปิด หรือย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่ค่าจ้างต่ำกว่า สรุปว่า พูดเสร็จก็ขู่สำทับ ที่ทำให้ลูกจ้างพูดไม่ออก
ในขณะที่สังคมยอมรับการบวกกำไรของนายจ้างว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนายจ้างมีต้นทุน สังคมก็มักจะลืมคิดไปว่า เรากำลังอยู่ในสังคมทุนนิยม ที่ทุกอย่างเป็นสินค้า แม้แต่แรงกายและแรงสมองของคน ที่เรียกว่า “พลังแรงงาน” ก็เป็นสินค้าที่คนงานหรือลูกจ้างผลิตออกมาขายให้นายจ้าง เพราะพลังแรงงานเป็นสินค้า ซื้อขายกันโดยทั่วไป เราจึงมี “ตลาดแรงงาน” เหมือนตลาดข้าว ตลาดผัก ตลาดรถยนต์ ฯลฯ
เมื่อพลังแรงงานเป็นสินค้า มันก็ต้องมีต้นทุนการผลิต และผู้ที่ลงทุนทำการผลิตก็คือตัว “คน” ผู้ขายแรงงาน และพ่อแม่ของผู้ขายแรงงาน ถ้าต้นทุนการผลิตของโรงงานนับตัวเลขกันตั้งแต่ปักเสาเข็มสร้างโรงงาน ต้นทุนการผลิตแรงงาน ก็ต้องเริ่มกันตั้งแต่มารดามีครรภ์ คลอดออกมา และลงทุนกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูจนอายุ 15 ปี ก็สามารถมีร่างกายและสมองที่จะผลิต “พลังแรงงาน” ออกมาขายได้ นี่คือต้นทุนชีวิตของแรงงานที่สังคมไม่เคยคิดถึงว่า มันคือต้นทุนสะสมอันยาวนาน แต่ไม่เคยมีบัญชีต้นทุนชีวิตที่คำนวณตัวเลขการลงทุนมีแต่บัญชีตัวเลขการลงทุนของนายจ้างเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในการสร้างสรรค์ระบบอุตสาหกรรมขึ้นมา ฝ่ายนายจ้างจะมีการลงทุนด้านวัตถุเป็นสำคัญ ฝ่ายรัฐบาลก็ลงทุนด้านวัตถุ แต่คนงานต้องลงทุนทั้งด้านวัตถุ ร่างกาย จิตใจ และสังคม
แรงงานมาจากภาคชนบท อพยพแยกย้ายจากครอบครัว แยกพ่อ แยกแม่ แยกลูก ปู่ ย่า ตา ยาย สังคมครอบครัวหลุดหลวม พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูบุตร เกิดความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน
ค่าจ้างต่ำไม่พอจะเลี้ยงดูบุตร จึงไม่อยากมีลูก ครั้นมีลูกโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ต้องทำแท้ง ดังกรณีเอาศพไปเก็บไว้ที่วัดไผ่เงิน เกือบครึ่งหนึ่งเป็นศพเด็กจากมารดาที่มีอาชีพขายแรงงาน นี่คือความรุนแรงเชิงระบบ นี่คือต้นทุนทางสังคมของแรงงาน
เพราะแยกย้ายมาจากครอบครัวชนบท แต่ยังมีความผูกพันกับพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ในชนบท ดังนั้นวันปีใหม่ วันสงกรานต์ จึงเฮโลกันกลับบ้าน บนเส้นทางที่แออัด เกิดอุบัติเหตุทั้งคนเจ็บคนตายรวมกันปีหนึ่งๆ 2,0003,000 ราย มากกว่าการบาดเจ็บล้มตายในสงครามเสียอีก นี่ก็คือความรุนแรงเชิงระบบที่คนงานต้องแบกรับอยู่ทุกปี มันชาชิน ซ้ำซาก จนสังคมมองไม่เห็นความรุนแรง
ที่กล่าวมาทั้งหมด คือ ต้นทุนชีวิตของคนงาน มีทั้งต้นทุนทางวัตถุ ร่างกาย จิตใจ ความเสี่ยงชีวิต การหลุดหลวมของครอบครัว แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยถูกนับเป็นต้นทุนของแรงงาน ไม่เคยมีใครคิดถึงการคิดให้คนงานมีกำไรจากต้นทุนเหล่านี้
อยากจะถามทุกฝ่ายในสังคมทุนนิยมสามานย์นี้ว่า ทำไมจึงมีแต่การคิดต้นทุนการผลิต แต่ไม่เคยมีการคิดต้นทุนชีวิตของคนงาน







