
ธปท.ทำถูกแล้ว
ประเด็นเศรษฐกิจเรื่องใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เปิดช่องทางให้เงินทุนไหลออกจากประเทศได้สะดวกมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ออกมาตรการผ่อนคลายเป็นระยะ
เหตุผลที่ธปท.เจาะช่องให้ธนาคารพาณิชย์และเอกชนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้ มีเหตุผลใหญ่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นการบริหารค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป เพราะมีเงินร้อนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศมากจนเริ่มสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 10% ส่งผลให้ผู้ส่งออกบ่นพึมพำว่าทำให้สินค้าไทยแพง ขายของสู้ประเทศอื่นไม่ได้
การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเข้ามาในไทยนั้น ส่วนใหญ่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น แค่เดือนธ.ค. 2552 มีเม็ดเงินไหลเข้าจากต่างประเทศถึง 2,751 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 9.07 หมื่นล้านบาท เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 2,013 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 6 หมื่นล้านบาท
หากย้อนกลับไปดูมาตรการดูแลค่าเงินบาทของธปท. ในการเจาะช่องผ่อนคลายให้เอกชนเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ หรือให้ผู้ส่งออกถือครองเงินตราต่างประเทศได้นานขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดเงินไหลเข้ามาทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าได้พอ
ดังนั้น มาตรการใหม่ที่ธปท.ออกมาเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ผ่อนผันให้ผู้นำเข้าและส่งออกสามารถยกเลิกธุรกรรมอนุพันธ์ ที่ทำขึ้น แต่ที่เป็นไฮไลต์ก็คือ ธปท.ขยายวงเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งนิติบุคคลสามารถนำออกไปลงทุนได้โดยไม่จำกัด และได้ขยายวงเงินลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมอยู่ที่ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ธปท.ยังได้ผ่อนคลายคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริหารเงิน และหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงินเพื่อบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศให้แก่บริษัทในเครือ ช่วยสนับสนุนให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยย้ายการ บริหารจัดการเงินตราต่างประเทศเข้ามาอยู่ในไทย และใช้ไทยเป็นสำนักงานระดับภูมิภาค
คำถามคือ สิ่งที่ธปท.ทำนั้นเหมาะสมและรุนแรงเกินไปหรือไม่ หากในมุมมองธปท.นั้นการออกมาตรการสกัดล่วงหน้าดีกว่าออกมาตรการเมื่อเหตุการณ์สุกงอม หากติดตามการดำเนินนโยบายของธปท. ก็คือเป็นการเจาะช่องเป็นระยะ ไม่ได้ทำครั้งเดียวและรุนแรง เป็นการใช้นโยบายจากอ่อนไปหาเข้ม
แม้การออกนโยบายของธปท.ในครั้งนี้จะโดนถากถางจากนายแบงก์ว่าไม่ได้ผลอะไร แต่ความพยายามสกัดค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าไม่หยุดจนสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจนั้น ธปท.นับว่ามาถูกทางแล้ว
อย่างไรก็ดี การที่มองว่าธปท.เปิดทางให้เงินไหลออกได้ง่ายขึ้นนั้น ธปท.ทำเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพียงประการเดียว แม้การส่งออกจะคิดเป็น 63% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ในขณะเดียวกันการที่เงินบาทแข็งค่าก็ช่วยให้ราคาน้ำมันไม่แพงมากจนเกินไป
อย่างไรก็ดี ผลกระทบข้างเคียงจากการดำเนินนโยบายนี้ ธปท.จะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะหากรัฐบาลตั้งธงจะกู้ในปีนี้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และเกิดเงินไหลออก อาจจะทำให้มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศให้ปรับขึ้นได้ในอนาคต
ดังนั้น ธปท.จึงควรจะต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลง และปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยยังยืนอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก ก็ต้องยอมรับว่าธปท.มีส่วนในการช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจเช่นกัน







