
น้ำกัดเท้าปชป.
ปูทางลงมาอย่างดิบดีด้วยชุดนโยบายซื้อใจรากหญ้า และการขึ้นเงินเดือนให้หลายกลุ่มอาชีพ
ปูทางลงมาอย่างดิบดีด้วยชุดนโยบายซื้อใจรากหญ้า และการขึ้นเงินเดือนให้หลายกลุ่มอาชีพ
ที่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระดมออกในโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภา หวังดอกผลของเม็ดเงินที่หว่านลงไปน่าจะเห็นผลได้ในช่วงหย่อนบัตรลงคะแนน
แต่ฟ้าฝนดูจะไม่เป็นใจเสียทีเดียว เพราะยังไม่ทันที่ผู้ประสบภัยครั้งก่อนจะได้รับการช่วยเหลือเสร็จสรรพ ถนนหลายสาย อาคารบ้านเรือนหลายแห่ง ยังไม่ได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูให้ใช้งานได้ ทว่ากลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยน้ำท่วมครั้งใหม่
ที่สำคัญน้ำท่วมครั้งนี้ดันมาเกิดพอดิบพอดีกับจังหวะโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภา หนำซ้ำพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นพื้นที่หัวเมืองใหญ่ฐานเสียงของ “ประชาธิปัตย์” ที่แน่นอนว่าย่อมต้องสั่นสะเทือนไปกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาลที่ไม่สามารถถูกใจใครได้ทุกคน
“แผลเก่า” จากน้ำท่วมครั้งก่อนที่ “รัฐบาล” และนายกฯ อภิสิทธิ์ ถูกถล่มอย่างหนักกับการไร้น้ำยา ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่ล่าช้าไม่ทั่วถึง ถึงขั้นถูกสื่อมวลชนบางค่ายแย่งซีน โชว์ความเป็นผู้นำในการช่วยเหลือแบบไม่เห็นฝุ่น
กลายเป็นบทเรียนย้ำเตือน “รัฐบาล” ให้ไม่อาจนิ่งนอนใจ ล่าช้าต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ดังจะเห็นจากการเร่งลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาที่ผ่านมา สลับกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หมุนเวียนไปติดตามสถานการณ์
แม้แต่ นายหัวชวน หลีกภัย ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมายาวนาน จับกระแสประเมินสถานการณ์ความรุนแรงครั้งนี้แล้ว ถึงกับต้องลงเรือเยี่ยมเยียนให้ความช่วยเหลือและสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน
แต่แน่นอนว่าการช่วยเหลือเยียวยาย่อมไม่อาจถูกอกถูกใจ หรือทั่วถึงชาวบ้านได้แบบไม่มีตกหล่น ทั้งจากอุปสรรคด้านธรรมชาติ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ถูกตัดขาดในบางจุด และภูมิอากาศที่ยังแปรปรวนต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า จากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งใน 10 จังหวัด 100 อำเภอ 646 ตำบล 5,229 หมู่บ้าน
พื้นที่ประสบภัยส่วนใหญ่ ทั้ง จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร สงขลา กระบี่ พังงา สตูล และนราธิวาส เกือบเป็นพื้นที่ของประชาธิปัตย์ 100% ยกเว้นแค่ จ.สตูล กับนราธิวาส
งานหนักจึงตกอยู่กับผู้แทนแดนสะตอที่ต้องเผชิญกับไซด์เอฟเฟกต์จาก “น้ำท่วม” คอยกัดกร่อนคะแนนนิยม ฐานเสียงที่ประชาธิปัตย์สั่งสมมานาน 64 ปี
แม้เก้าอี้ สส.เขต ที่วางรากฐานกันมาอย่างดิบดีแบบยากที่จะหาใครมาแซะได้ยาก โดยเฉพาะระบบพวงใหญ่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะหวนกลับคืนไปสู่ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว
มองย้อนไปในอดีตเมื่อเหตุการณ์ “สึนามิ” ที่ประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่ถูกรุมถล่มอย่างหนัก กับความล้มเหลวในการประสานงานให้ความช่วยเหลือ ก่อนจะกลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เมื่อ “กฤษ ศรีฟ้า” อาศัยผลงานในช่วงนั้นเบียด จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ เจ้าถิ่น เข้ามาเป็น สส.พังงา ในนามพรรคไทยรักไทยได้สำเร็จ
ครั้งนี้แม้ยังไม่อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าจะมีผู้สมัครจากพรรคอื่นโดดเด่นเพียงพอจะเข้ามาช่วงชิง สส.ระบบเขตในพื้นที่ภาคใต้จากประชาธิปัตย์ได้ง่ายนัก
ทว่าคะแนน “ปาร์ตี้ลิสต์” ที่หลายพรรคต่างจับจ้องมุ่งหวังเจาะฐานใหญ่อย่างภาคใต้ ขอแบ่งคะแนนจากประชาธิปัตย์กำลังจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในเวลานี้
ยิ่งในวันที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มีค่าเป็นพิเศษ หลังรัฐสภามีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง จากสูตร สส. เขต 400 สส.สัดส่วน 80 มาเป็น สส.เขต 375 สส. ปาร์ตี้ลิสต์ 125
งานนี้จึงเห็นกลุ่มการเมืองหลายฝ่ายเข้ามาเดินเกมรุกในพื้นที่ภาคใต้กันเป็นพิเศษ ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช ซึ่งลงพื้นที่แจกถุงยังชีพให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย
แม้แต่คู่แข่งสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทย งานนี้บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธาน สส.พรรค รีบโหนกระแสน้ำท่วมจัดสัมมนาโชว์นโยบายคณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงในการแก้ไขแบบ “วันสต็อปเซอร์วิส” เช่น กรณีน้ำท่วม
“พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของเขา เขาอยู่ 65 ปี พรรคเพื่อไทยอยู่มาแค่ 2 ปี แต่ตอนนี้ประสบปัญหาภัยพิบัติมีคนเดือดร้อนจำนวนมาก ถ้าอยู่มาถึง 65 ปี แล้วปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ ผมว่าไปกระโดดแม่น้ำตาปีตายซะดีกว่ามาบริหารประเทศ” พล.อ.ชวลิต กล่าว ก่อนจะตั้งเป้า สส.ในพื้นที่เป็น 67 คน จากเดิมที่มีอยู่แค่ 1 คน
ดูจากตัวเลขราษฎรได้รับความเดือดร้อน 581,085 ครัวเรือน 2,009,134 คน คะแนนส่วนนี้ย่อมมีความอ่อนไหวในการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ขึ้นอยู่กับมาตรการความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เข้ามาเยียวยาว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
ลำพังการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐที่อัดเม็ดเงินลงไป 4,500 ล้านบาท แบ่งจ่ายเป็นเงินสำหรับเยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท รวม 2,900 ล้านบาท รวมกับ 1,600 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำไปชดเชยภาคการเกษตร จากจำนวนที่ขอมาทั้งหมด 3,200 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีงบเดิมที่เหลือจากการเบิกจ่ายชดเชยอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา 1,600 ล้านบาท
ทั้งหลายเหล่านี้จึงล้วนอ่อนไหวอย่างมากกับสถานะของประชาธิปัตย์ที่จะต้องเดินหน้าช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้าน โดยมีเงื่อนไขเรื่องคะแนนนิยมเข้ามาเกี่ยวพัน
จากตัวเลขการเกษตรได้รับความเสียหาย 1,049,634 ไร่ สัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบ 4,360,518 ตัว ทางหลวงแผ่นดินน้ำท่วม 36 สายทาง 42 แห่ง สัญจรผ่านไม่ได้ 33 แห่ง เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาธิปัตย์ต้องขบคิด แม้จะอัดงบให้เต็มอย่างไรเสียก็มีแต่ถูกโจมตี ด้านหนึ่งหากให้ความช่วยเหลือน้อยเกินไปย่อมถูกต่อว่าในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่ปล่อยปละให้คนในพื้นที่เดือดร้อน อีกด้านหนึ่งหากให้ความช่วยเหลือมากเกินไปย่อมถูกโจมตีเรื่องสองมาตรฐานเปรียบเทียบกับการให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมรอบที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน
น้ำท่วมครั้งนี้ประชาธิปัตย์จึงต้องเผชิญกับสภาพน้ำกัดเท้า ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดการดูแลรักษาได้อย่างสมดุลมากน้อยแค่ไหน โดยมีศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าของพื้นที่ต่อเนื่องยาวนานเป็นเดิมพัน







