
เศรษฐกิจโลกฐานไม่แน่นปัจจัยลบจ่อสกัดฟื้นตัว
แม้หลายส่วนของโลกจะสามารถฟื้นตัวได้จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
แม้หลายส่วนของโลกจะสามารถฟื้นตัวได้จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้หลายส่วนของโลกจะสามารถฟื้นตัวได้จากภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
โดยทิ้งสหรัฐไว้ที่เบื้องหลังอย่างไม่แยแส ซึ่งมหาอำนาจอันดับ 1 ก็ยังมะงุมมะงาหรา พยายามประคองตัวจากปัจจัยลบนานัปการที่คอยหน่วงเหนี่ยวการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงงบประมาณรอบที่ 2 (QE2) ด้วยการอัดฉีดทุนกว่า 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าประคองกระบวนการฟื้นตัว
แต่หากต้องการจับทิศทางเศรษฐกิจโลก สหรัฐยังคงเป็นมาตรวัดที่ไม่อาจละเลยได้
เพราะหากสหรัฐยังอยู่ในสภาพนี้ เศรษฐกิจโลกจะไม่มีทางกลับเข้าสู่กลไกปกติได้ การหวังพึ่งความคึกคักของจีน เป็นทัศนะที่หวังผลเฉพาะหน้ามากเกินไป เพราะจีนมักบงการทิศทางความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของตนโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ยี่หระว่าการทำเช่นนั้นจะส่งผลสะเทือนต่อประเทศอื่นๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการตรึงค่าเงินหยวน และการติดเบรกชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพื่อหนีภาวะเงินเฟ้อ
การจับตาสถานการณ์ที่สหรัฐ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในฐานะที่สหรัฐจะเป็นผู้ปรับสมดุลที่แท้จริงให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยจะพยายามบงการเศรษฐกิจให้เบี่ยงเบนจากกลไกเศรษฐกิจน้อยที่สุดหากไม่จำเป็น ดังเช่นการใช้ QE2
สถานการณ์ของสหรัฐยังเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตัวเลขว่างงาน อันเป็นดัชนีชี้วัดที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ใช้ตรวจสอบสภาพการณ์ของเศรษฐกิจ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากยังอยู่ที่ระดับเลขสองหลักไม่มากนัก
นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเป็นลำดับ พิจารณาจากตัวเลขว่างงานช่วงเดือน มี.ค. จะอยู่ที่ 8.8% ลดลงจากช่วงเดือน ก.พ. ที่ 8.9% ส่วนอัตราการจ้างงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะปรับขึ้นมาจากเดือน ก.พ. แม้จะอยู่ในอัตราเพียงเล็กน้อยก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่ดีประการหนึ่งเกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรสหรัฐ เมื่อตัวเลขซื้อสูงขึ้น สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนชั้นแนวหน้า และธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มหลักที่กว้านซื้อบอนด์สหรัฐในช่วงเวลาไม่นานมานี้
ตัวเลขเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่า สหรัฐอาจพร้อมที่จะถอนตัวจากมาตรการพยุงเศรษฐกิจ QE2 ที่เฟดนำมาใช้ยาวนานข้ามปีเสียที โดยมีกำหนดการถอนตัวจากมาตรการดังกล่าวในเดือน มิ.ย.นี้
หากสหรัฐยุติการพึ่งพามาตรการ QE2 หมายความว่า กลไกเศรษฐกิจโลกได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง นานาประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะสามารถหันมาพึ่งพาการส่งออกมายังสหรัฐได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าจีนจะติดเบรกการขยายตัวจนสุดตัวนานเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ไม่มีสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับเศรษฐกิจโลก เมื่อสิ้นสุดปัญหาหนึ่ง อีกปัญหาหนึ่งจะแสดงตัวขึ้นในทันที
ดังเช่นเมื่อญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย กลับต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืด
เมื่อยุโรปรอดพ้นจากปัญหาเดียวกัน ต้องมาพัวพันกับวิกฤตหนี้สาธารณะ
เมื่อจีนผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างคึกคักอีกครั้ง กลับต้องพบกับปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์
เมื่อตลาดเกิดใหม่เริ่มมีเสถียรภาพอีกครั้ง ปัญหาเงินเฟ้อหวนกลับมาหลอกหลอนเหมือนเมื่อครั้งก่อนเกิดวิกฤตโลก
สหรัฐมีโอกาสที่จะพบปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น หากหลุดพ้นจากมาตรการ QE2
หลายประเทศที่ระบุไว้ข้างต้นพยายามกระเสือกกระสนแก้ปัญหาในเงื่อนไขใหม่ที่เข้ามาประเดประดังเพื่อประคองตัวเองให้อยู่บนทิศทางที่สดใส แต่พิจารณาจากสถานการณ์รอบด้าน จะพบว่า แนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะคึกคักได้อย่างเต็มที่นั้นเป็นไปได้ยาก
ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะเผชิญกับหายนภัยทางธรรมชาติ โอกาสที่ญี่ปุ่นจะพ้นจากปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจซบเซาเริ่มมีวี่แววขึ้นมาบ้าง จากผลสำเร็จส่วนหนึ่งของการดึงค่าเงินเยนให้อ่อนลง จนภาคส่งออกช่วงเดือน ก.พ. ถีบตัวขึ้นมา 9%
แต่ล่าสุด ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจโดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พบว่า ระดับความเชื่อมั่นดิ่งฮวบจาก 6 จุด เหลือ 2 จุด ต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี ไม่เพียงเท่านั้น BOJ ยังคาดการณ์ว่าดัชนีจะยิ่งทิ้งตัวลงอีกในช่วงเดือนต่อๆ ไป
ด้านความพยายามของจีนที่จะปรับสมดุลเศรษฐกิจด้วยการติดเบรก ต้องพบกับความล้มเหลวอีกครั้ง เมื่อภาคการผลิตที่เคยปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อช่วงเดือน ก.พ. กลับมาขยายตัวอีกครั้งในเดือน มี.ค. ที่ 53.4 จุด จาก 52.2 จุด
ที่ยุโรปวิกฤตหนี้สาธารณะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนกระทั่งนายกรัฐมนตรี โฮเซ โซคราเตส แห่งโปรตุเกส ต้องลาออกจากตำแหน่ง ส่วนนายกรัฐมนตรี โฮเซ หลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร แห่งสเปน ประกาศวางมือจากการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า
ขณะที่บางประเทศที่รอดพ้นจากวิกฤตหนี้ยังต้องพบกับปัญหาเงินเฟ้อที่เลวร้ายลง ดังเช่นที่โปแลนด์
สถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ที่เกิดขึ้นกับยุโรปไม่ได้ลุกลามมาถึงตลาดเกิดใหม่ แต่ปัญหาเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเหล่านี้ร้ายแรงถึงขั้นที่องค์กรระดับโลกอย่างธนาคารโลก (World Bank) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) ออกโรงเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า
สำหรับสหรัฐยิ่งถอนตัวจากมาตรการ QE2 เร็วเท่าไร ยิ่งเสริมกระแสบวกต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองจากภาวะเงินเฟ้อ ที่เริ่มก่อตัวจากการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบปริมาณมหาศาล
ยิ่งแนวโน้มราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ปัญหาเงินเฟ้อยิ่งง่ายที่จะลุกลามไปทั่วโลก ล่าสุด ราคาน้ำมันในตลาดนิวยอร์กปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีที่ 108.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อัตราเงินเฟ้อที่รุนแรงไม่เพียงกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมเท่านั้น ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้น เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นบวกกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง จะบั่นทอนผลประกอบการของภาคธุรกิจ
ที่ชวนให้ต้องกังวลหนักคือ สถานการณ์ในขณะนี้คล้ายคลึงกับช่วงทศวรรษที่ 70 อย่างมาก ครั้งนั้นโลกประสบกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน หรือ Oil Shock เมื่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในโลกอาหรับระงับการส่งออกน้ำมันเมื่อปี 1973 เพื่อคว่ำบาตรสหรัฐ ยังผลให้ราคาน้ำมันทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เฉพาะในสหรัฐอัตราเงินเฟ้อเมื่อปี 1973 สูงถึง 8.80% ยังผลให้ดัชนีหุ้น S&P 500 ต้องติด -14.66% ย่างเข้าปี 1974 สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงถึง 12.20% ตลาดหุ้นติด -26.47%
วันนี้ตลาดหุ้นในเอเชียคึกคักขึ้นมาได้ เมื่อตัวเลขว่างงานของสหรัฐช่วงเดือน มี.ค. ลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี
แต่โอกาสที่ความคึกคักจะกลายเป็นความซบเซาในทันที ที่ภัยเงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาใหม่เข้ามาให้มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก และนานาประเทศ ต้องต่อสู้ต่อไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด







