posttoday
รัฐบาลหัวหกก้นขวิดยืมเงินแบงก์รัฐสู้น้ำท่วม

รัฐบาลหัวหกก้นขวิดยืมเงินแบงก์รัฐสู้น้ำท่วม

05 เมษายน 2554

ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด

ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด

ส่วนภาคเหนือและอีสาน หนาวเหน็บ และกลับมาแล้งจัดได้ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว จนวัวควายล้มตายระเนระนาด

ทุกๆ ความเดือดร้อนที่ว่านี้ คงหนีไม่พ้นความช่วยเหลือจากรัฐบาล

รัฐบาลหัวหกก้นขวิดยืมเงินแบงก์รัฐสู้น้ำท่วม

โดยมีการคาดการณ์กันว่าปี 2554 นี้ น่าจะเป็นปีที่ภัยธรรมชาติเข้าเล่นงานประเทศไทยหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

จากการคาดการณ์เบื้องต้นพบว่า แนวโน้มการจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาภัยพิบัติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2554 งบประมาณที่ใช้แก้ปัญหาอุทกภัย มีวงเงินสูงถึง 3.59 หมื่นล้านบาท มีการจัดสรรเพื่อช่วยน้ำท่วมในภาคอีสานและภาคกลางไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เหลืออีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่เตรียมนำมาใช้ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

รวมแล้วรัฐบาลมีเงินเพื่อชดเชยภัยธรรมชาติและน้ำท่วมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่จากการประเมินคร่าวๆ เงินงบประมาณที่มีอยู่ในขณะนี้ถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่องและเหลือเงินอยู่ในมือจริงเพียงกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติทั่วประเทศในขณะนี้

ล่าสุด กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยอมรับว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นในระยะนี้ เป็นประเด็นที่ท้าทายในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรองงบประมาณฉุกเฉินมากขึ้น

ดังนั้น จึงเตรียมทบทวนงบกลางของปีงบประมาณ 2555 เพื่อเพิ่มงบสำรองฉุกเฉินให้นายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากที่ปัจจุบันจัดสรรให้นายกรัฐมนตรีมีงบฉุกเฉินได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่งบฉุกเฉินที่เตรียมไว้ในปี 2555 ดังกล่าว อาจจะไม่พอรองรับกับภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน คาดว่ายังสามารถโยกงบกลางปี 2555 มีจำนวนกว่า 2.89 หมื่นล้านบาท มาช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนั้น การขอเกลี่ยเงินงบประจำจากกระทรวงต่างๆ ในช่วงนี้ทำได้ยากเพราะเป็นช่วงที่เตรียมพร้อมเลือกตั้งใหม่ ทำให้ทุกพรรคกอดงบที่ได้จัดสรรในโควตาตัวเองอย่างเหนียวแน่น...

โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับงบประมาณปีหน้ากว่า 2 แสนล้านบาท แถมยังคุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็น่าจะเป็นจงอางหวงไข่ ไม่ให้ใครมาแซะเงินที่ซุกไว้ได้ง่ายๆ

ทางออกทางเดียวของรัฐบาลที่ทำได้รวดเร็วที่สุดตอนนี้คือ การใช้นโยบายกึ่งการคลังด้วยการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมาใช้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนก่อนในรูปของการให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หลักประกันผ่อนปรน

ซึ่งล่าสุดธนาคารรัฐได้เสนอมาตรการสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

โดยเสนอให้รัฐบาลทำหน้าที่ในการจ่ายค่า “ส่วนต่าง” ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินลดให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

เพราะวิธีการที่แบงก์รัฐจะเข้าไปช่วยคือการตัดหนี้สูญ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ พักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3-6 เดือน เพื่อให้ลูกค้าฟื้นตัว

เบ็ดเสร็จรวมๆ แล้วภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยให้สถาบันการเงินของรัฐในแต่ละปีเป็นเงินรวมกันหลักหลายพันล้านบาท เพราะไม่ได้มีแต่ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมเท่านั้น แต่ชาวบ้านยังเผชิญปัญหาเพลี้ยกระโดด และอีกนานาสารพัด ซึ่งมีแนวโน้มว่าปัญหาภัยพิบัติจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

การยืมเครื่องมือแบงก์รัฐ ถือเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองก็ไม่มีงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายแบบเฉพาะหน้ามากพอ

ทั้งนี้ ประเมินว่ารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจต้องใช้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายทั้งกรณีน้ำท่วมภาคอีสานและภาคใต้ที่กำลังทยอยไหลออก รวมเป็นเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท

และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก หากประเทศไทยยังเกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เช่นปัญหาแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ได้อีก

จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า รัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาจัดการกับภัยพิบัติที่ว่านี้ แต่เชื่อแน่ว่าทางออกหนึ่งที่รัฐบาลจะทำคือ การสั่งให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ แบบลูบหน้าปะจมูกอีกตามเคย

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย