
รัฐบาลหัวหกก้นขวิดยืมเงินแบงก์รัฐสู้น้ำท่วม
ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด
ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ปัญหาภัยธรรมชาติดูจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว เมื่อขณะนี้ภาคใต้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินโคลนถล่มในหลายจังหวัด
ส่วนภาคเหนือและอีสาน หนาวเหน็บ และกลับมาแล้งจัดได้ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว จนวัวควายล้มตายระเนระนาด
ทุกๆ ความเดือดร้อนที่ว่านี้ คงหนีไม่พ้นความช่วยเหลือจากรัฐบาล
โดยมีการคาดการณ์กันว่าปี 2554 นี้ น่าจะเป็นปีที่ภัยธรรมชาติเข้าเล่นงานประเทศไทยหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
จากการคาดการณ์เบื้องต้นพบว่า แนวโน้มการจัดสรรงบประมาณในการแก้ปัญหาภัยพิบัติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2554 งบประมาณที่ใช้แก้ปัญหาอุทกภัย มีวงเงินสูงถึง 3.59 หมื่นล้านบาท มีการจัดสรรเพื่อช่วยน้ำท่วมในภาคอีสานและภาคกลางไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เหลืออีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่เตรียมนำมาใช้ช่วยน้ำท่วมภาคใต้
รวมแล้วรัฐบาลมีเงินเพื่อชดเชยภัยธรรมชาติและน้ำท่วมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่จากการประเมินคร่าวๆ เงินงบประมาณที่มีอยู่ในขณะนี้ถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่องและเหลือเงินอยู่ในมือจริงเพียงกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติทั่วประเทศในขณะนี้
ล่าสุด กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยอมรับว่า จากสภาพอากาศที่แปรปรวนและเกิดภัยพิบัติเกิดขึ้นในระยะนี้ เป็นประเด็นที่ท้าทายในการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรองงบประมาณฉุกเฉินมากขึ้น
ดังนั้น จึงเตรียมทบทวนงบกลางของปีงบประมาณ 2555 เพื่อเพิ่มงบสำรองฉุกเฉินให้นายกรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากที่ปัจจุบันจัดสรรให้นายกรัฐมนตรีมีงบฉุกเฉินได้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่งบฉุกเฉินที่เตรียมไว้ในปี 2555 ดังกล่าว อาจจะไม่พอรองรับกับภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน คาดว่ายังสามารถโยกงบกลางปี 2555 มีจำนวนกว่า 2.89 หมื่นล้านบาท มาช่วยได้อีกส่วนหนึ่ง
นอกจากนั้น การขอเกลี่ยเงินงบประจำจากกระทรวงต่างๆ ในช่วงนี้ทำได้ยากเพราะเป็นช่วงที่เตรียมพร้อมเลือกตั้งใหม่ ทำให้ทุกพรรคกอดงบที่ได้จัดสรรในโควตาตัวเองอย่างเหนียวแน่น...
โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับงบประมาณปีหน้ากว่า 2 แสนล้านบาท แถมยังคุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ก็น่าจะเป็นจงอางหวงไข่ ไม่ให้ใครมาแซะเงินที่ซุกไว้ได้ง่ายๆ
ทางออกทางเดียวของรัฐบาลที่ทำได้รวดเร็วที่สุดตอนนี้คือ การใช้นโยบายกึ่งการคลังด้วยการขอยืมเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมาใช้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนก่อนในรูปของการให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ หลักประกันผ่อนปรน
ซึ่งล่าสุดธนาคารรัฐได้เสนอมาตรการสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดยเสนอให้รัฐบาลทำหน้าที่ในการจ่ายค่า “ส่วนต่าง” ดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินลดให้กับประชาชนที่เดือดร้อน
เพราะวิธีการที่แบงก์รัฐจะเข้าไปช่วยคือการตัดหนี้สูญ ลดดอกเบี้ยเงินกู้ พักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3-6 เดือน เพื่อให้ลูกค้าฟื้นตัว
เบ็ดเสร็จรวมๆ แล้วภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยให้สถาบันการเงินของรัฐในแต่ละปีเป็นเงินรวมกันหลักหลายพันล้านบาท เพราะไม่ได้มีแต่ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วมเท่านั้น แต่ชาวบ้านยังเผชิญปัญหาเพลี้ยกระโดด และอีกนานาสารพัด ซึ่งมีแนวโน้มว่าปัญหาภัยพิบัติจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
การยืมเครื่องมือแบงก์รัฐ ถือเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองก็ไม่มีงบประมาณเพื่อชดเชยความเสียหายแบบเฉพาะหน้ามากพอ
ทั้งนี้ ประเมินว่ารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจต้องใช้เงินเพื่อชดเชยความเสียหายทั้งกรณีน้ำท่วมภาคอีสานและภาคใต้ที่กำลังทยอยไหลออก รวมเป็นเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท
และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นกว่านี้ได้อีกมาก หากประเทศไทยยังเกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง เช่นปัญหาแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ได้อีก
จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า รัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาจัดการกับภัยพิบัติที่ว่านี้ แต่เชื่อแน่ว่าทางออกหนึ่งที่รัฐบาลจะทำคือ การสั่งให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ แบบลูบหน้าปะจมูกอีกตามเคย







