posttoday
พิพิธภัณฑ์วาทะ ‘เสนาะ’ เวลาเปลี่ยน…ใจคนเปลี่ยน?

พิพิธภัณฑ์วาทะ ‘เสนาะ’ เวลาเปลี่ยน…ใจคนเปลี่ยน?

01 เมษายน 2554

โดย..ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1เม.ย.2543 ‘เสนาะ เทียนทอง’ เจ้าพ่อวังน้ำเย็นที่เวลานั้นยังชายคาพรรคความหวังใหม่ได้ใช้โอกาสวันเกิดของตัวเองด้วยการประกาศลาออกจากพรรคพร้อมกับเปิดตัว ‘พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร’ โดยประกาศต่อสาธารณชนและสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็นว่า “ทักษิณ คือ นายกฯคนต่อไป”

โดย..ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
 
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1เม.ย.2543 ‘เสนาะ เทียนทอง’ เจ้าพ่อวังน้ำเย็นที่เวลานั้นยังชายคาพรรคความหวังใหม่ได้ใช้โอกาสวันเกิดของตัวเองด้วยการประกาศลาออกจากพรรคพร้อมกับเปิดตัว ‘พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร’ โดยประกาศต่อสาธารณชนและสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็นว่า “ทักษิณ คือ นายกฯคนต่อไป”

พิพิธภัณฑ์วาทะ ‘เสนาะ’ เวลาเปลี่ยน…ใจคนเปลี่ยน?

คำพูดของป๋าเหนาะในวันนั้นก็กลายมาเป็นจริงเพราะในปี2544 พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้สมใจ จนทำให้เจ้าพ่อวังน้ำเย็นได้รับฉายาการเมืองว่า “นักปั้นนายกฯ”

แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยได้เติบใหญ่ขึ้นพร้อมๆกับอำนาจของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เพิ่มพูนตามไปด้วยจากการสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ทำให้ผู้เฒ่าการเมืองอย่าง ‘เสนาะ’ ไม่ได้อยู่ในสายตาพ.ต.ท.ทักษิณ จนนำมาสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงของบุคคลทั้งสองก่อนที่เสนาะจะหันหลังให้กับน้องทักษิณและออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง

ไม่มีใครคาดคิดว่าผ่านไป11 ปี วันที่ 1 เม.ย. เจ้าพ่อวังน้ำเย็น จะกลับไปร่วมหอลงโรงกับพ.ต.ท.ทักษิณอีกครั้งด้วยการเข้าไปอยู่ในชายคาพรรคเพื่อไทยด้วยคำพูดที่ว่า ”ต้องไม่ลืมคำโบราณที่ว่าชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน ทักษิณก็ไม่ได้ชั่วอะไร เพียงแต่ที่ผ่านมาผิดพลาดไปบ้าง” ทั้งที่ตัวเองเคยประจานพ.ต.ท.ทักษิณ ต่างกรรมต่างวาระแบบไม่มีชิ้นดีมาก่อนถึงขั้นเคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาแล้ว

พิพิธภัณฑ์วาทะ ‘เสนาะ’ เวลาเปลี่ยน…ใจคนเปลี่ยน?

ครั้งหนึ่ง ‘เสนาะ’ เคยพูดในหนังสือรู้ทันทักษิณ4 เรื่อง ‘จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย’ ซึ่งเป็นการวิจารณ์การทำงานของพ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งในหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเอาไว้ว่า “ทักษิณ เป็นคนไม่มีประสบการณ์ในการบริหาราชการ ไม่เคยผ่านงานระดับผู้บริหารหน่วยงานราชการแม้เคยรับราชการตำรวจแต่ก็ใช้เวลาว่างไปกับการประกอบธุรกิจเสียมาก และรับราชการได้ไม่นานก็ลาออกไปประกอบธุรกิจทำมาหากินส่วนตัว”
 
“ทักษิณ” มีลักษณะเป็นนักเสี่ยงโชค นิยมความเสี่ยง เข้าลักษณะกล้าได้กล้าเสีย ขาดความรอบคอบกระทั่งเคยประสบปัญหาทางธุรกิจ “ทักษิณ” นิยมบริหารธุรกิจและคิดไว้ทำไวชอบตัดสินใจเดินหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาวิธีแก้ปัญหารายละเอียดภายหลังโดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญ “ทักษิณ” มีวุฒิการศึกษาแต่ขาดวุฒิภาวะของการเป็นผู้นำไม่มีสภาวะผู้นำโดยเฉพาะในระดับประเทศ
 
ลักษณะเฉพาะตัวเหล่านี้นำไปสู่พฤติกรรมการมใช้อำนาจ การกำหนดนโยบายและการดำเนินนโยบายที่ไม่รอบคอบ สุ่มเสี่ยง อาทิ การจดทะเบียนคนจน ผมเคยแนะนำว่า

"ทำไม่ได้นะ ไปประกาศเฉยๆไม่ได้ การประกาศสงครามความยากจน แต่เอาเขามาขึ้นทะเบียนเฉยๆคนที่เป็นหนี้สินอยู่ แต่ไม่ใช่คนจนก็มาจดทะเบียนด้วยนะ มันจะบานปลายกันไปใหญ่ น้องไปให้เขาจดทะเบียนพี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฎิบัติไม่ได้ มันทำไม่ได้ มันได้แต่ตัวเลขมาโชว์ตอนเลือกตั้งแต่หลังจากนั้นมันไม่มีผลจริง" แต่ทักษิณ บอกว่า "โธ่...พี่เหนาะคนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ"
 
การแต่งตั้งรัฐมนตรีภายในพรรคไทยรักไทยปรากฎว่ามีการเอาคนของตัวเองเข้าไปวางไว้ในกระทรวงทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ เรียกว่าส่งตัวแทนเข้าไปดูแลผลประโยชนในทุกกระทรวงและมีอยู่ 2-3 คนที่ดูทุกกระทรวงเป็นเหมือน “หลงจู๊” เขามองการบริหารแผ่นดินเหมือนทำงานบริษัทแต่ทำยิ่งกว่านั้นอีก ทำงานบริษัทยังมีกรรมการบริษัท อันนี้คนเดียวเลย หลงจู๊คนเดียว เพราะนี่คืออำนาจ CEO ที่เขาใช้ คนก็ไม่กล้าท้วง เพราะถ้าคุณท้วงคุณเป็นรัฐมนตรีอยู่ คุณก็เด้งทันทีเลย ยิ่งเป็นข้าราชการสามารถเด้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 
รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกเลยว่าเดี๋ยวทำงบนะจะเอากี่พันล้านจะเอาห้าหรือหกพัน แต่ต้องเอามาเข้าพรรค 10% หมายความว่า คุณไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา ถ้ารัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้
 
นอกจากนี้ ในวันที่ 8 มิ.ย.2548 ระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป๋าเหนาะได้ใช้เวทีเปิดใจถึงพ.ต.ท.ทักษิณ เช่นกันเพื่อสะท้อนถึงความอึดอัดใจของส.ส.ในพรรคไทยรักไทยอีกหลายคน เพราะถูกกักขังด้วยรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 107(4) ที่ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเป็นเวลา 90 วัน ทำให้ที่ไม่สามารถย้ายต้นสังกัดพรรคการเมืองได้

“ผู้แทนก็เช่นเดียวกันต้องใจกว้าง ท่านหัวหน้าพรรค แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านก็ทำได้ กฎหมายเขียนไว้แล้ว 1 ใน 5 ของแต่ละสภา ฝ่ายค้านมีเกินร้อยครับ ยื่นมาสิครับไม่ต้องไปกลัวแพ้หรอก ผมยังว่าคนมีสติสัมปชัญญะยังมีอยู่ใน 377 คน แก้ซะอะไรที่มันเอาอธิปไตยของปวงชนชาวไทยไปล็อกเอาไว้เหมือนกับทาส สมัยนี้เขาเลิกทาสกันแล้ว เลิกมานานแล้วหรืออยากจะกลับไปเป็นทาสอีกก็เอาซิไม่ว่ากัน ขอพูดเป็นประเด็นที่มีความหมายไม่อ้อมค้อม ถึงเวลาหรือยังที่จะร่วมกัน เพื่อการให้คนดีมีโอกาสเป็น ส.ส.ไม่ต้องเป็นทาสใคร …เราอย่าทำให้อธิปไตยปวงชนชาวไทยปริบๆ ผมรับไม่ได้”

27 ก.พ.2549 "เสนาะ" พร้อมด้วยประมวล รุจนเสรี และนายบุญถึง ผลพาณิชย์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย กลุ่มวังน้ำเย็น พรรคไทยักไทย ได้ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ สนามหลวง โดยมีเนื้อหาบรรยายถึงความเลวร้ายของระบอบทักษิณเช่นกัน

"ผมชื่อเสนาะวันนี้จนเหมือนพี่น้องที่นี้ ที่มาทวงสัญญา 19 ล้านเสียงกับคนที่ชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมขอกราบอภัยพี่น้องประชาชนที่เคยขึ้นเวทีปราศรัยบอกประชาชนว่าจะหาคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง ผมขอกราบอภัยอีกครั้งที่เมื่อปี 2543 ไปหลงกับคำพูดของคนๆ หนึ่ง ที่บอกว่าพี่เหนาะผมพร้อมแล้ว เงินส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้ลูก 3 คน เงินส่วนหนึ่ง 2 ตายาย ชาตินี้กินยังไงก็ไม่หมด และเงินส่วนที่เหลือผมจะใช้หนี้แผ่นดิน น้องทักษิณยังจำได้หรือไม่กับคำๆ นี้ ผมคิดว่าคนๆ นี้เมื่อเลวร้ายแล้วจะกลับใจ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วเลยร้องอ๋อ”

พิพิธภัณฑ์วาทะ ‘เสนาะ’ เวลาเปลี่ยน…ใจคนเปลี่ยน?

อีกเวทีหนึ่งที่เสนาะ เคยอภิปรายพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน คือ การเสวนาโต๊ะกลมทางวิชาการ เรื่อง   "แก้ไขรัฐธรรมนูญอะไร ทำไม และอย่างไร" จัดโดยสมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2548 ซึ่งมีวรรคทองว่า “มึงมีเงินคนเดียวหรืออย่างไร”

“ผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่อันตรายมากที่สุดตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองมา ผมผ่านมาโชกโชนมาก ใครขัดจงขัดใจอำนาจก็อยู่ให้ได้อย่างไร นอกจากทำให้สภาอ่อนแอแล้ว…มันกำลังหน้ามืดหน้ามัวว่า แหม...มึงมีเงินอยู่คนเดียวหรือไง เงินใหญ่เหลือเกิน ผมถึงได้บอกว่าองค์กรใหญ่ๆ สำคัญๆ ถูกซื้อไปหมดแล้ว ประเทศไทยความจริงถ้าปล่อยไว้เหมือนเดิม ประเทศไทยซื้อไม่ได้เพราะเรามีระบอบประชาธิปไตย แต่ ณ ขณะนี้มันหลงตัว จนเหมือนกับว่าเป็นประเทศของกูแล้ว ผมพูดแล้วผมไม่แคร์ เพราะเอาเรื่องจริงมาพูดและไม่มีอคติด้วย”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ชายชื่อ ‘เสนาะ เทียนทอง’ ได้เคยกล่าวอภิปรายพ.ต.ท.ทักษิณแบบผีเผาเงาไม่เหยียบกันมาแล้ว โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าผ่านไป 11 ปี ทุกอย่างจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

 

 

ข่าวล่าสุด

ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ