posttoday
เลือก 73 สว. สรรหาวัดชะตาสภา-ประเทศพลิกผัน

เลือก 73 สว. สรรหาวัดชะตาสภา-ประเทศพลิกผัน

01 เมษายน 2554

ในวันที่ 4-5-8 และ 10 เม.ย.นี้ คณะกรรมการสรรหา สว.จะเลือก สว.สรรหา 73 คนซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองและประเทศชาติ เหตุเพราะ สว.ชุดนี้จะอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี.....

ในวันที่ 4-5-8 และ 10 เม.ย.นี้ คณะกรรมการสรรหา สว.จะเลือก สว.สรรหา 73 คนซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองและประเทศชาติ เหตุเพราะ สว.ชุดนี้จะอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี.....

1.อนาคตประเทศไทยจะพลิกผันอย่างไรต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก 6 คน จะเลือกใครเป็น สว.สรรหา

ในวันที่ 4-5-8 และ 10 เม.ย.นี้ คณะกรรมการสรรหา สว.จะเลือก สว.สรรหา 73 คน เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้มี สว.มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละหนึ่งคน ที่เหลือให้มาจากการสรรหา

ครั้งนี้จะมีการสรรหา สว.ใหม่ 73 คน

ทั้ง 73 คนนี้จะมีบทบาทสำคัญยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองและประเทศชาติ เหตุเพราะ สว.ชุดนี้จะอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี มิใช่ 3 ปีเหมือนชุดที่ผ่านมา

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง สถาบันหลักในสังคมหลายสถาบันกำลังเผชิญความผันผวน ฉะนั้นมิต้องสงสัยเลยว่า สว.ชุดนี้จะมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตลอดจนการดำรงอยู่ของสถาบันต่างๆ

 

เลือก 73 สว. สรรหาวัดชะตาสภา-ประเทศพลิกผัน

ดีไม่ดีอาจจะรวมถึงอนาคตขององค์กรต้นสังกัดของคณะกรรมการสรรหาเองด้วย เพราะพรรคการเมืองบางพรรคก็ประกาศจองกฐินแล้วว่า ถ้าเข้ามามีอำนาจจะปรับปรุงองค์กรเหล่านั้น

2.ครั้งนี้มีองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ มาลงทะเบียนพร้อมเสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต่อคณะกรรมการสรรหาทั้งสิ้น 671 คน แยกเป็นวิชาการ 99 คน ภาครัฐ 86 คน ภาคเอกชน 212 คน ภาควิชาชีพ 113 คน ภาคอื่นๆ 161 คน

แล้วคณะกรรมการสรรหาจะเลือกอย่างไร ?

กระบวนการและขั้นตอนการสรรหาที่ปรากฏอยู่ในประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกแต่เพียงว่า ให้พิจารณาสรรหารายชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการสรรหาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วส่งให้ กกต.ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา และผลการพิจารณาสรรหาให้ถือเป็นที่สุด

ส่วนหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 113 ว่า ให้กรรมการสรรหาเลือกกันเองเป็นประธานผู้หนึ่ง มาตรา 114 บอกให้คัดเลือกชื่อจากการเสนอชื่อโดยองค์กรต่างๆ ในภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ

1.ให้คำนึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อวุฒิสภาเป็นสำคัญ

2.ให้คำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถในด้านต่างๆ ที่แตกต่างกัน

3.โอกาสและความเท่าเทียมกันทางเพศ

4.สัดส่วนแต่ละภาค คือ วิชาการ ภาครัฐ เอกชน วิชาชีพ และอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน

5.ให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

โดยแนวทางนี้คณะกรรมการสรรหา สว.จึงระบุแล้วว่า จะเลือกมาจากภาคละ 15 คน เนื่องจากสัดส่วนไม่พอดี จึงจะยึดหลักที่ว่าภาคใดเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาน้อยที่สุด จะสรรหาจากภาคนั้นลดลง 1 คน

ฉะนั้น หน้าตา สว.ใหม่ 73 คนนี้จึงจะมาจากภาคต่างๆ ตามสัดส่วนดังนี้ องค์กรภาครัฐและองค์กรภาควิชาการ ภาคละ 14 คน ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และภาคอื่นๆ อีกภาคละ 15 คน

แม้จะมีแนวทางการสรรหาคร่าวๆ ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญและประกาศ กกต.ดังกล่าว แต่ถ้าคณะกรรมการสรรหาเลือกโดยดูแค่ผิวเผิน เช่น ดูแต่หน้าตา ชื่อเสียง หรือว่าสายสัมพันธ์ อนาคตของประเทศไทยย่อมยากจะคาดเดา

3.สว.มีอำนาจในด้านนิติบัญญัติ มีอำนาจในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เห็นชอบและทูลเกล้าฯ ถวายคำแนะนำเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถอดถอนนายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรี สส. สว. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด ประธานศาลปกครองสูงสุด ออกจากการดำรงตำแหน่ง ฯลฯ ตลอดจนให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้ความเห็นชอบในการประกาศสงคราม ฯลฯ

วุฒิสภามิใช่เสือกระดาษ

หากมองย้อนไปดูการทำงานของวุฒิสภาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า สว. 150 คนนั้นแบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่ม

1.เป็นเครือข่ายของพรรคการเมือง เป็นร่างทรงของพรรคการเมือง

2.เป็น สว.อิสระ กลุ่มนี้ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นมากสุด คือ กลุ่ม 40 สว. ซึ่งมีทั้งที่มาจากการสรรหาและการเลือกตั้งแต่ส่วนใหญ่จะเป็น สว.สรรหา

3.เป็น สว.กลุ่มกลางๆ เรียกว่า กลุ่ม “ข.” คือ ทั้ง “ขอได้” และ “ซื้อได้” บางคนขอเสียงได้ถ้ามีเหตุผล แต่บางคนก็ซื้อได้ถ้ามีเรื่องจำเป็น

แต่ละกลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 คน มีทั้งจากเลือกตั้งและสรรหาคละเคล้ากันไป แต่เมื่อกลุ่มอิสระเป็นกลุ่มที่มาจาการสรรหามากที่สุด จึงเท่ากับว่า สว.กลุ่มนี้หลุดออกมาแล้วไม่น้อยกว่า 42 คน ขณะที่กลุ่มเครือข่ายพรรคการเมืองและกลุ่มกลางๆ ยังคงอยู่

หากการสรรหาคราวนี้ เลือกสายการเมืองเข้าไปมาก นั่นแปลว่า สภาสูงย่อมถูกครองงำโดยพรรคการเมืองอย่างราบคาบ

หากเติมสายกลางเข้าไปมากเสถียรภาพของสภาสูงก็จะกวัดแกว่งไปตามสถานการณ์และผลประโยชน์

หากเลือกสายอิสระเข้าไปก็จะเกิดการถ่วงดุลเหมือนกับที่เกิดขึ้นในชุดก่อน

นี่คือภาพที่จะได้เห็นหลังประกาศรายชื่อออกมา

4.ใครเป็นใคร?ดูหน้าไม่รู้ใจ ถ้าพิเคราะห์องค์กรที่ส่งจะพบสิ่งที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ ในส่วนของภาครัฐนั้น บางหน่วยงานถ้านักการเมืองแทรกแซงก็จะมีร่างทรงของนักการเมืองแจ่มชัด

บางหน่วยก็ส่งได้อิสระเพราะรัฐมนตรีไม่แทรกแซง

แต่อาจจะกล่าวในภาพรวมได้ว่า ในส่วนของภาครัฐนั้นมีเงาของพรรคการเมืองทอดอยู่เบื้องหลังค่อนข้างชัดเจน แต่ใช่ว่าการเสนอชื่อภาคอื่นจะไม่มีเงานักการเมืองและพรรคการเมือง

มีอยู่ไม่เว้นแต่ภาควิชาการ

ถ้าดูชื่อคนมาจากสายมหาดไทยและคมนาคม ก็มีร่องรอยของพรรคภูมิใจไทย สายเกษตรและท่องเที่ยว ก็มีกลิ่นอายพรรคชาติไทย ส่วนพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายทักษิณและบิ๊กจิ๋วนั้น ดำดินแทรกอยู่ทุกกลุ่ม

ถ้าจะไม่ให้ประเทศเสียประโยชน์ คณะกรรมการสรรหาควรเอกซเรย์ดูประวัติและพฤติกรรมของผู้สมัครให้ละเอียด จะพบความพิสดารมากมาย อาทิ ถ้าใครเคยเป็นบางคนก็ไม่เคยมาประชุมก็มี มาประชุมไม่เคยแสดงความคิดเห็น สักแต่ว่าเป็นวอลเปเปอร์เวลาคนอื่นอภิปรายก็มี บางคนโหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกร่าง ทั้งที่แต่ละร่างมีหลักการกฎหมายขัดกันก็มี ฯลฯ

ชะตากรรมประเทศไทยจะพลิกผันอีกครั้งอย่างไร หลังวันที่ 10 เม.ย. เมื่อชื่อ สว.สรรหาชุดใหม่เผยโฉมออกมาก็จะเห็นเค้าลางนั้นโดยไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก