
กฟผ.มั่นใจเขื่อนรับดินไหวได้7ริกเตอร์
กฟผ.มั่นใจเขื่อนในความดูแลสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ เผยเตรียม 3 แผนไว้รับมือแล้ว
กฟผ.มั่นใจเขื่อนในความดูแลสามารถรับแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ เผยเตรียม 3 แผนไว้รับมือแล้ว
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะทำงานจัดการประชุมวางมาตรการรับมือกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยโดยมีตัวแทนกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ(ไอซีที) กระทรวงวัฒนธรรม และกรมโยธาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และตัวแทนนักวิชาการ
ทั้งนี้ เนื้อหาของการประชุมส่วนใหญ่นายสาทิตย์ได้สอบถึงมาตรการและแผนของหน่วยงานต่างๆในการรับมือหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวโดยเฉพาะในส่วนของกฟผ.เพราะเป็นหน่วยงานที่ควบคุมดูแลการจัดการเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศเป็นจำนวนมาก จึงได้สอบถามว่าหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะมีผลกระทบกับเขื่อนดังกล่าวอย่างไร
นายวีรชัย ไชยสระแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธาของกฟผ. กล่าวว่า ตอนนี้กฟผ.ได้มีการวางแผนรับมือเอาไว้แล้ว 3แผน ได้แก่ 1.โครงการ Dam Safety Remote Monitoring System ซึ่งเป็นการติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่ได้มีการติดตั้งเอาไว้ตามเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่รอยเลื่อนตามภาคตะวันตกและภาคเหนือของประเทศ 2.โครงการ Dam Safety Audit เป็นการดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างของเขื่อนด้วยมาตรฐานสากลซึ่งมีการตรวจเป็นประจำอยู่แล้ว และ3.โครงการ Dam Safety Emergency Preparedness Plan จัดทำแผนที่น้ำท่วมจากเขื่อนและแผนประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการประเมิณว่าหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นจริงจะมีผลกระทบกับเขื่อนอย่างไรบ้างโดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่รอบเขื่อนเพื่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแลต่อไป
“เขื่อนของกฟผ.ได้ก่อสร้างตามมาตรฐานสากลในการรองรับเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวโดยสามารถรองรับระดับแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริคเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวระดับนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม กฟผ.ได้คำนวณเอาไว้แล้วว่ากรณีเลวร้ายที่สุดหากมีแผ่นดินไหวใต้เขื่อนในระดับ 7 ริคเตอร์ก็จะทำให้เกิดน้ำท่วมในบริเวณรอบรัศมี2-3กิโลเมตรเท่านั้น ไม่มีเหตุการณ์เขื่อนแตกแน่นอน”นายวีรชัย กล่าว
นายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาของประเทศไทย คือ ยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาแผ่นดินไหวอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยทำกรณีศึกษาเพียงหลักพันเท่านั้น ขณะที่หลักสากลอย่างเช่นในญี่ปุ่นมีการทำกรณีศึกษามากกว่าหลักแสน ประโยชน์ของการทำกรณีศึกษา คือ การนำมาเปรียบเทียบหาข้อแตกต่างและสาเหตุว่าการเกิดแผ่นดินไหวมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไรเพื่อให้สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ได้
“ปัญหาที่สำคัญและยังไม่มีหน่วยงานไหนให้ความสำคัญ คือ การให้ความรู้กับประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับรับมือภัยพิบัติในด้านต่างๆไม่ใช่เพียงแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียวเอาไว้ในแบบเรียนของสถาบันการศึกษา เพราะตอนนี้ประชาชนเริ่มวิตกกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเพียงแค่มีข่าวออกมาว่าพบรอยเลื่อนก็ตกใจกันหมด ทั้งๆที่รอยเลื่อนดังกล่าวไม่ได้เป็นรอยเลื่อนที่มีพลังซึ่งมีผลให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้” นายธนวัฒน์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ได้รับทราบจากกรมโยธิการกระทรวงมหาดไทยว่าตึกสูงที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ในระยะไม่กี่ปีมานี้ได้รับตรวจสอบว่ามีโครงสร้างสามารถรับมือแผ่นดินไหวได้ แต่เป็นห่วงอาคารประเภทตึกแถวและอาคารพาณิชย์ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด ซึ่งยังมีโครงสร้างไม่สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องเร่งตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป







