
อุตสาหกรรมนิวเคลียร์
คงไม่แปลกใจนะครับ ถ้าจะบอกว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก
คงไม่แปลกใจนะครับ ถ้าจะบอกว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก
โดย..อรุณ จิรชวาลา
เพราะค่าก่อสร้างแต่ละโรงนับแสนล้านบาท และยังต้องมีสัญญาซื้อขายเชื้อเพลิงระยะยาว มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซ่อมบำรุง ขนส่ง จัดเก็บ และจัดการกับเชื้อเพลิงและกากเชื้อเพลิง ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายมหาศาลด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ
ประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้มานาน คือ สหรัฐอเมริกา กับฝรั่งเศส สำหรับรัสเซีย ชื่อเสียงในธุรกิจนี้ได้ป่นปี้ไปพร้อมกับอุบัติเหตุเชอร์โนบิลเมื่อ 25 ปีก่อน ในหลายปีหลังมีอีกหลายประเทศที่อยากเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจนี้ด้วย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอินเดีย ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน บางประเทศใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น หรือมีโครงการก่อสร้างอยู่หลายโรง เช่น จีนกับอินเดีย ส่วนเกาหลีถึงจะไม่ใช่ผู้ใช้รายใหญ่ แต่มีธุรกิจก่อสร้างที่เข้มแข็ง สามารถแข่งขันในการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่อยู่แล้ว
หน้าฉาก อุตสาหกรรมนิวเคลียร์สวยหรู มีภาพลักษณ์เป็นพลังงานเพื่อสันติ ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน ช่วยเพิ่มทางเลือกทางด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกับถ่านหิน
มีหน่วยงานระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน รวมทั้งองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 150 ประเทศ คอยให้การสนับสนุน ดูแล ให้ความรู้ และช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการวางแผน และเริ่มต้นกระบวนการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์
ฐานข้อมูลของไอเออีเอในปัจจุบันระบุว่า มีกว่า 60 ประเทศที่วางแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งไอเออีเอเคยส่งทีมงานมาช่วยศึกษาเบื้องต้นแล้วด้วย
แต่หลังฉากธุรกิจนี้น่าสะพรึงกลัว เพราะเต็มไปด้วยการเมืองและผลประโยชน์ในทุกๆ ภาคส่วน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงหลากหลาย และมีวงจรการเงินยาวนานเกินกว่าที่ภาคเอกชนจะแบกรับภาระไหว ทำให้โครงการเกือบทั้งหมดเป็นโครงการในภาครัฐ และภาระหนี้ต้องได้รับการอุดหนุนหรือค้ำประกันจากรัฐบาล
เมื่อรัฐบาลเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง คนที่ชี้เป็นชี้ตายก็คือนักการเมืองกับข้าราชการ ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการบริหารโรงไฟฟ้า ซีอีโอกับผู้บริหารระดับสูง ตลอดจนการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง
ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ บริษัทต่างชาติที่ขายเทคโนโลยีและอยากได้งานก็ต้องมาวิ่งเต้นกับนักการเมืองและข้าราชการเหล่านี้ และเมื่อลมการเมืองเปลี่ยนทิศ ขั้วการเมืองใหม่ขึ้นมามีอำนาจ บริษัทที่แพ้ประมูลหรือสอบตกในรอบแรกก็จะพยายามแทรกตัวกลับเข้ามา เพื่อหวังเขี่ยรายเก่าทิ้ง หรืออย่างน้อยก็ขอส่วนแบ่งงานบางส่วน
ผมนึกภาพออกเลยว่าสำหรับบ้านเราคงมีการจัดสรรผลประโยชน์กันอย่างสนุกสนาน และอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ทางฝั่งประเทศผู้ขายเทคโนโลยีบ้าง ในกรณีของสหรัฐ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีคือเวสติงเฮาส์กับจีอี หลังเกิดอุบัติเหตุทรีไมล์ไอแลนด์ในสหรัฐเองกับเชอร์โนบิลในสหภาพโซเวียต ธุรกิจนี้ก็เฉาไปนาน แต่ยังทรงอิทธิพลเพราะยังมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้งานอยู่กว่า 100 โรง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน สังคมโลกเริ่มกังวลกับภาวะโลกร้อน เปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจนิวเคลียร์รวมตัวกันวางแผนฟื้นฟู โดยการทุ่มเงินจ้างล็อบบี้ยิสต์มืออาชีพและอดีตนักการเมืองเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้ รวมทั้งบริจาคเงินสนับสนุนการเลือกตั้งของนักการเมือง
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เองก็รับการสนับสนุนจากกลุ่มนี้ ตั้งแต่ตอนลงชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิก เรื่อยมาจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดี
นิวเคลียร์เรอนาซองส์ หรือการฟื้นคืนชีพของธุรกิจนิวเคลียร์ เริ่มมาตั้งแต่สมัยจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และยิ่งมีพลังมากขึ้นในสมัยโอบามา โดยรัฐบาลโอบามาประกาศเป็นนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ และผลักดันกฎหมายผ่านสภาให้การค้ำประกันสินเชื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในวงเงิน 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ในกรณีของฝรั่งเศส แม้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ส่วนใหญ่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่รัฐบาลก็ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ทั้งประเภทเกินครึ่งและไม่ถึงครึ่ง
การเมืองเข้าไปแทรกแซงธุรกิจเหล่านี้เต็มตัว เช่น ตั้งแต่ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี เข้ารับตำแหน่งเป็นต้นมา ก็ได้เปลี่ยนตัวซีอีโอของอีดีเอฟ ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ารายใหญ่และเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมทั้งมีการปล่อยข่าวลือสะพัดว่าจะปลดซีอีโอของอารีวา ซึ่งเป็นบริษัทขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุด
บริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส นอกจากจะไม่ทำงานเป็นทีมแล้ว ยังฟัดกันเองและต่างวิ่งเต้นการเมืองเพื่อความอยู่รอดของตน ในปี ค.ศ. 2009 รัฐบาลฝรั่งเศสต้องอับอายไปทั่วโลก เมื่อบริษัทร่วมทุนของกลุ่มบริษัทเหล่านี้ไปแพ้บริษัทเกาหลีในการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มูลค่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศยูเออี
สำหรับเรื่องการขนส่งและการบริหารจัดการกากเชื้อเพลิง บริษัทนิวเคลียร์ของฝรั่งเศสก็ขัดแย้งกันมานาน และตกลงกันไม่ได้จนทุกวันนี้ ต้องรอให้การเมืองเข้ามาช่วยตัดสิน
นอกจากเรื่องการเมืองแล้ว อุบัติเหตุนิวเคลียร์ก็เป็นเรื่องที่เกิดอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่โรงไฟฟ้าเริ่มเก่า เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ไม่รุนแรงมาก ไม่เสียหายมาก และปริมาณกัมมันตรังสีที่รั่วออกมามีไม่มากนัก
แต่กระนั้นทั้งสหรัฐและฝรั่งเศสต่างเคยเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายในระดับเกินพันล้านบาทประเทศละหลายครั้ง แต่สังคมโลกไม่ใคร่จะได้รับทราบ เพราะไม่มีการประชาสัมพันธ์เรื่องแบบนี้อย่างแพร่หลาย
ในอดีต รัฐบาลฝรั่งเศสเคยถูกกล่าวหาว่าปิดบังความจริงจากประชาชนเกี่ยวกับอุบัติเหตุเชอร์โนบิล โดยบอกประชาชนว่าไม่มีอันตราย และไม่ห้ามการนำเข้ากับการบริโภคอาหารเปื้อนรังสี จนอัตราการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า
ล่าสุด สัปดาห์ที่แล้วนี้เอง รัฐบาลสวิสได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดน โดยให้เหตุผลว่าเก่าแล้ว ใช้มากว่า 30 ปีแล้ว และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดแผ่นดินไหว







