
แผนล้มเลือกตั้ง สร้างสุญญากาศเทียม
ยิ่งใกล้ถึงวันยุบสภาหรืออีกเพียง 1 เดือนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่เป็น “จุดตัดของสถานการณ์ประเทศไทย”
ยิ่งใกล้ถึงวันยุบสภาหรืออีกเพียง 1 เดือนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่เป็น “จุดตัดของสถานการณ์ประเทศไทย”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ยิ่งใกล้ถึงวันยุบสภาหรืออีกเพียง 1 เดือนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่เป็น “จุดตัดของสถานการณ์ประเทศไทย” ในการต่อสู้ที่แหลมคมของสองขั้วการเมือง ก็ยิ่งเห็นอาการแปลกๆ ที่อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า นี่เป็นแผนล้มการเลือกตั้งจริงหรือ!
ล่าสุด นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ต่างเช็กข่าวกันวุ่นหลัง สดศรี สัตยธรรม ประกาศจะขอลาออกจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะมีผลกระเทือนไปถึงการจัดการเลือกตั้งหรือไม่ และจะมีใครลาออกตามเป็นขบวนอย่างที่ลืออีกหรือไม่
กระแสล้มเลือกตั้ง ที่ดังขึ้นช่วงนี้ แน่นอนว่าเพราะใกล้ถึงวันยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. มูลเหตุสำคัญเกิดจากความกังวลว่า หากเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาล จะนำไปสู่ การล้างบางครั้งใหญ่
ที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงและเพื่อไทยประกาศหลายครั้งว่า ถ้าพวกเขาขึ้นมามีอำนาจก็จะเช็กบิลบิ๊กข้าราชการไม่เว้น
โดยเฉพาะตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ นั่งอยู่ บิ๊กสายปกครองในกระทรวงมหาดไทย เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ องค์กรอิสระ ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. รวมถึงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “บิ๊กตู่” ผู้ยืนตรงข้ามระบอบทักษิณ และประกาศจะป้องกันสถาบันอย่างถึงที่สุด
ไม่เฉพาะความกังวลเรื่องการย้ายล้างบาง สิ่งที่วิตกกว่านั้นคือ ทักษิณพรรคเพื่อไทยขบวนการเสื้อแดง ได้ปลุกกระแสสร้าง ระบอบการเมืองสีแดง ในช่วงการต่อสู้ที่ผ่านมา หวังรื้อโครงสร้างอำมาตยาธิปไตย พุ่งไปที่ สถาบันองคมนตรี โดยอ้างว่า เพื่อให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะกระทบกับสถาบันหลักของชาติอย่างเลี่ยงไม่พ้น
พร้อมกับนำพาทักษิณ ผู้กุมอำนาจเพื่อไทยและเสื้อแดง กลับประเทศ โดยให้พ้นผิดไม่ต้องรับโทษจากคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดการต่อต้านอย่างแรงขึ้นอีก ทำให้ประเทศย้อนกลับสู่วังวนความแตกแยกเช่นเดิม
คำขู่ของแกนนำเสื้อแดงชัดเจนว่า ถ้าพวกเขาชนะเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นรัฐบาล ด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่ว่าพรรคร่วมรัฐบาลไปจับกับประชาธิปัตย์เพื่อรวมเสียงข้างมาก ปัญหาก็จะไม่จบ
“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ระบุว่า ถ้าผลการเลือกตั้งครั้งนี้มีหวยล็อกให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยที่ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง แสดงว่าเขาไม่ได้มองเห็นพลังประชาชนที่ออกมาแสดงเจตนารมณ์เลือกพรรคที่เป็นเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล วิกฤตก็จะไม่จบ แล้วจะไม่มีใครฟังใคร เมื่อเวลานั้นมันจะพังกันทั้งกระดาน “ผมส่งสัญญาณไว้ก่อนว่า จะไม่มีใครฟังใคร เพราะพวกคุณไม่เคยฟังประชาชน”
สัญญาณการต่อสู้ของสองขั้วระหว่างเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง ช่วงจัดรัฐบาลใหม่ ที่ยังคงดุเดือด เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ชี้เป็นชี้ตายของแต่ละขั้ว ไม่ว่าใครแพ้ชนะ ก็จะเกิดสงครามกีฬาสีออกมาต่อต้านอีก จนฝ่ายการเมืองพยายามหาทางออกให้มี ขั้วที่สาม เกิดขึ้น
อีกด้านก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มการเมือง บิ๊กกองทัพบางส่วน ยังมีความคิดเดิมๆ ไม่พ้น การรัฐประหาร เพื่อล้างวิกฤต และ หวังรักษาอำนาจ ของตัวเอง
แม้ที่ผ่านมาแกนนำเสื้อแดงจะออกมาปลุกกระแส “แผนปฏิวัติ” ปูดตัวละครเก่าใหม่ว่ามีการหารือกันที่เซฟเฮาส์ มี “บิ๊ก ส.” “บิ๊ก ป.” หวังเป็นนายกฯ พร้อมแต่งแต้มสีสันเพื่อใช้ปลุกระดมคนเสื้อแดง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ลึกๆ แล้วมีคนคิดที่จะปฏิวัติ แต่ไม่กล้าลงมือทำ เพราะการจะรักษาอำนาจไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ารถถังออกมาเมื่อไรจะถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และจะไม่ได้รับจากนานาชาติ
นี่จึงเห็นอาการผิดปกติก่อนถึงวันชี้ชะตา โดยเฉพาะความพยายามทำให้เกิด “สุญญากาศ” ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อเปิดทางให้ อำนาจนอกเข้าแทรกแซง
หนึ่ง กระแสข่าวลือเรื่องการปฏิวัติหนาหูมาเกือบ 2 เดือน จน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมายืนยันล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กองทัพจะสนับสนุนการเลือกตั้ง เพราะเป็นวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าพรรคใดชนะ กองทัพจะไม่ขัดขวาง
สอง การที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศจะไม่ส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในนาม “พรรคการเมืองใหม่” โดยเสนอให้ “โหวตโน” เพื่อปฏิเสธการเลือกตั้ง ปฏิเสธระบบรัฐสภา และเสนอให้ปิดประเทศ 2-3 ปี ยังมีการพูดถึงมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเพื่อขอ นายกฯ พระราชทาน
ก่อนหน้านี้แกนนำเสื้อเหลืองทั้ง พธม. และเครือข่ายหัวใจคนไทยรักชาติ ที่ปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลมาร่วมสองเดือน ได้แสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตยชาติจากปัญหาพิพาทไทยกัมพูชา ทว่าเบื้องหลังที่แท้จริงหวังให้กองทัพออกมาปฏิวัติเพื่อล้างไพ่ใหม่
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน แกนนำเครือข่ายคนไทยฯ เคยระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้มีโอกาสที่จะเกิดปฏิวัติสูง เพราะรัฐบาลทำงานล้มเหลวและแก้ปัญหาอธิปไตยไทยกัมพูชาไม่ได้ การปฏิวัติจะเป็นผลดี หากทหารมีอำนาจในมือ ปัญหาทุกอย่างก็จะจบเร็ว
จุดยืนของเสื้อเหลือง จึงชัดเจนต้องการให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง และวันนี้ก็เข้มข้นขึ้นกับการรณรงค์ไม่เอาการเลือกตั้ง และชี้ให้เห็นว่า ความชั่วช้าของนักการเมือง ทั้งที่ พธม.เองได้จัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไว้สู้ในระบบสภาเช่นกัน
สาม การที่ สดศรี ขอลาออกจาก กกต. โดยได้ยื่นใบสมัครเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดที่มี คณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่การลาออกยังไม่มีผล นอกจากคณะกรรมการฯ จะประกาศผลว่า ได้หรือไม่ในเดือน พ.ค.
เหตุผลของ สดศรี อ้างเพียงว่า เบื่อหน่ายการเมืองจึงอยากลาออก ทั้งที่กำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของ กกต. ที่ต้องดูแลการเลือกตั้งให้เที่ยงธรรม
มีคำถามว่า เหตุใดต้องลาออกในช่วงนี้ อะไรคือวาระซ่อนเร้นของ กกต.รายนี้ ซึ่งเคยตกเป็นข่าวว่ามีสายสัมพันธ์กับเครือข่าย คมช.เก่า
การขอลาออกจาก กกต. จึงมองได้อย่างเดียวว่า ต้องการให้บ้านเมืองเกิดสุญญากาศ ส่วนจะรับลูกจาก “อำนาจนอกระบบ” หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กัน
สุญญากาศที่จะทำให้ไม่มีการเลือกตั้ง อย่างที่ “สิทธิชัย โควสุรัตน์” เลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน วิเคราะห์ไว้ คือ หากรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้งให้เสร็จทันในเดือน พ.ค.นี้ และหาก กกต.ลาออกโดยที่บังคับให้ กกต.ออกระเบียบเพื่อใช้เลือกตั้งแทนการใช้กฎหมายลูก เมื่อยุบสภา ก็จะเกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะจะไม่มีสภาผู้แทนฯ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจขึ้นมา โดยใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในมาตรา 7
ไม่ว่ากลุ่มใดจะเดินหน้าล้มเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคที่เหลือ ต่างมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่กติกาประชาธิปไตย ให้ประชาชนได้ตัดสิน โดยเฉพาะจุดยืนของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ต้องการเลือกตั้งเร็ว คลายบรรยากาศความขัดแย้งที่ยังอึมครึมอยู่...







