
โลกยุคระแวงนิวเคลียร์ ทางเลือกพลังงานที่ยังตีบตัน
หลังจากเกิดวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น จนจุดชนวนกระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ไปทั่วทุกสารทิศ
หลังจากเกิดวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น จนจุดชนวนกระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ไปทั่วทุกสารทิศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากเกิดวิกฤตนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น จนจุดชนวนกระแสต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ไปทั่วทุกสารทิศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มเกิดกระแสถกเถียงในวงกว้างอีกคราว่า หากไม่พึ่งนิวเคลียร์ ชาวโลกจะหันไปพึ่งพาพลังงานประเภทใดที่มีอานุภาพทัดเทียมกัน
บัดนี้ชาวโลกจึงตกอยู่ในความลักลั่นของสอง 2 ภาวะ “ไม่เอา”
“ไม่เอา” อย่างแรก คือ พลังงานฟอสซิล เช่น น้ำมันและก๊าซที่ไม่เพียงทำลายสภาวะแวดล้อมของโลก แต่ยังมีราคาแพงขึ้นทุกวัน
“ไม่เอา” อย่างที่สอง คือ พลังงานนิวเคลียร์ ที่แม้จะเป็นทางออกของพลังงานสะอาด แต่มีความเสี่ยงและควบคุมยากในหลายกรณี
แต่การไม่เอาทั้งสองอย่างหมายถึงหนทางที่ตีบตัน เพราะโลกยังไม่สามารถค้นพบพลังงานทางเลือกที่มีพลังสูงเหมือนพลังงานฟอสซิลและราคาถูกในระยะยาวเหมือนนิวเคลียร์
ความสับสนดังกล่าวเป็นผลมาจากอาการตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุของสาธารณชน ขณะที่ภาครัฐกลับตอบสนองรวดเร็วเกินไป ด้วยการโอนอ่อนผ่อนตามกระแสสาธารณะ โดยที่ยังหาพลังงานทางเลือกมาทดแทนไม่ได้
ผลที่ตามมาคือ หายนะทางการเมือง ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับรัฐบาลเยอรมนี
เป็นที่ทราบกันดีว่า เยอรมนีคือมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 1 ของยุโรป และจำเป็นต้องบริโภคพลังงานในอัตราสูงมากเพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรม ด้วยความที่ไร้แหล่งพลังงานฟอสซิล ยังผลให้เยอรมนีต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
ที่ผ่านมา ชาวเยอรมันพยายามกดดันให้ลดระดับการพึ่งพานิวเคลียร์ เนื่องจากหวั่นเกรงภยันตรายจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ (เยอรมนีเคยผ่านอุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์มาแล้ว 3 ครั้ง) จนเมื่อปี 2543 พรรค SPD ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นผ่านกฎหมายลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ภายในเวลา 32 ปี ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพรรค CDU ซึ่งเป็นรัฐบาลในยุคนี้
แต่แล้วจู่ๆ นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล กลับลั่นวาจาที่จะยุติการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศให้ได้ภายในปี 2563 ทั้งๆ ที่พรรคตนเคยนั่งยันนอนยันที่จะ “เอา” นิวเคลียร์
การกลับลำนโยบายของ CDU จึงถูกมองว่าเป็นการฉวยโอกาสทางการเมือง เพื่อหวังใช้โศกนาฏกรรมที่ญี่ปุ่นมากระตุ้นให้ประชาชนคล้อยตามตน ในช่วงเวลาที่การเลือกตั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา
ผลก็คือพรรคของนายกฯ เยอรมนี คะแนนนิยมตกวูบ
ภาพลักษณ์ที่ตกต่ำลงของรัฐบาลเยอรมนีมิได้อยู่ที่การฉวยโอกาสอย่างมีวาระซ่อนเร้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะขาดนโยบายพลังงานรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแม้จะกำหนดนโยบายพลังงานทางหมุนเวียนในระยะยาวตามกรอบของสหภาพยุโรป (EU) แต่การใช้พลังงานประเภทนี้มีต้นทุนที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาพลังงานฟอสซิลให้สะอาดขึ้น
การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลสะอาดอย่างเต็มที่ จะยังผลให้ค่าไฟแพงขึ้น 3% และกำไรของบริษัทไฟฟ้าลดลง 8% และที่สำคัญก็คือ จะบั่นทอนศักยภาพด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งกำลังประคับประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เหตุผลเหล่านี้ ทำให้ชาวเยอรมันเริ่มเสียงแตกอีกครั้งว่า ควรหรือไม่ควรมีพลังงานนิวเคลียร์ กระทั่งกลุ่มที่เลือกพลังงานนิวเคลียร์มากกว่าก็ยังลังเลใจในลักษณะ “2 ไม่เอา”
ประเทศที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คือ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ที่ต้องทบทวนการใช้พลังงานนี้ เนื่องจากไม่อาจทานกระแสคัดค้านของมวลชน หรือถึงกับต้องระงับโครงการในระยะยาว หรือแม้กระทั่งไทยซึ่งถือเป็นตลาดเกิดใหม่เพียงไม่กี่ประเทศ ชะลอแผนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ออกไปก่อน แม้จะสวนทางกับทิศทางการพัฒนาของชาติ และภาวะการขาดแคลนพลังงานในประเทศอย่างหนักก็ตาม
ปัญหาร่วมกันของประเทศเหล่านี้ คือ ภาวะอับจนด้านพลังงานหากหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ ยิ่งประเทศตะวันตกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมภายในกลุ่ม (เช่นในกรณีของ EU) รวมถึงพันธะต่อพิธีสารเกียวโต การหันกลับไปพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนด้วยการพัฒนาพลังงานฟอสซิลให้สะอาดขึ้น ถือเป็นทางเลือกที่ “กึ่งถอยหลังเข้าคลอง”
การหาหนทางพัฒนาพลังงานฟอสซิลให้สะอาดยังคงดำเนินต่อไป แม้จะประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ผลพวงต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้รับการประเมินอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายได้ไม่น้อยกว่าประโยชน์ เช่น เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean coal technology) ซึ่งใช้เทคโนโลยี CCS ด้วยการดักจับและกักก๊าซคาร์บอนให้อยู่ในรูปของของเหลว จากนั้นนำไปเก็บไว้ใต้ดิน
ประเทศที่ดูเหมือนจะมีเหตุผลให้ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากที่สุด เห็นจะเป็นตุรกี ซึ่งเผชิญกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บ่อยครั้ง เนื่องจากตั้งอยู่ริมแผ่นเปลือกโลก แม้แต่เพื่อนบ้านอย่างกรีซยังวิงวอนให้ตุรกีทบทวนโครงการนี้ เพราะหวั่นเกรงว่าจะถูกหางเลขจากสารกัมมันตรังสีรั่วไหลหากเกิดแผ่นดินไหวใหญ่
แต่ตุรกีตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับไทย เพราะหากปฏิเสธแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำ ก็เท่ากับตัดโอกาสตนเองในการก้าวสู่สถานะทางเศรษฐกิจขั้นต่อไป ในช่วงเวลาที่ตุรกีกำลังก้าวขึ้นมาเทียบชั้นยุโรป
ขณะที่ชาวโลกกำลัง “แหยง” พลังงานนิวเคลียร์จากวิกฤตสารกัมมันตรังสีรั่วไหลในญี่ปุ่น จนปลุกกระแสทบทวนหรือกระทั่งระงับโครงการก่อสร้างตั้งแต่ไทยไปจนถึงเยอรมนี แต่ยังมีอยู่ 2 ประเทศที่ยังยืนหยัดกับพลังงานชนิดที่แม้ว่าจะมีตัวอย่างให้เห็นถึงภยันตรายและความเปราะบางของการพึ่งพานิวเคลียร์ก็ตาม
2 ประเทศที่ว่านี้ คือ จีนและอินเดีย
หลังจากที่แผ่นดินไหวสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีของจีนและอินเดียย้ำแต่เพียงว่า จะตรวจตรามาตรการรักษาความปลอดภัยและความแข็งแกร่งของโรงงานของตนให้เข้มงวดขึ้น แต่ไม่ได้เอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่จะทบทวนการขยายระดับการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวระบุถึงความพยายามของจีนที่จะทดแทนการใช้แร่ยูเรเนียมด้วยการใช้แร่ธอเรียม (Thorium)
ในความเป็นจริงแล้วมีการศึกษาวิจัยแร่ธอเรียมในสหรัฐมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 4060 ทว่า ถูกพับไป เนื่องจากแร่ชนิดนี้ไม่สามารถผลิตพลูโตเนียมที่สามารถนำไปผลิตอาวุธทำลายล้างสูง (WMD)
นักวิทยาศาสตร์จีนอ้างว่า เป็นอันตรายน้อยกว่า 1,000 เท่าของยูเรเนียม เนื่องจากเตาปฏิกรณ์ธอเรียมจะไม่หลอมเหลวจนสารกัมมันตรังสีรั่วไหล จึงเสี่ยงต่อความเสียหายเพียงน้อยนิด หากเกิดภัยธรรมชาติในทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น
หากจีนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ด้วยแร่ธอเรียมเป็นผลสำเร็จ ถือเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่ให้กับวงการพลังงานโลก แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดของความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากยังอยู่ในขั้นต้นของการทดลองแนวทางใหม่ก็ตาม
โลกมาถึงทางแพร่งที่จำต้องเลือกแม้ว่าจะเลือกยากเต็มทน ซึ่งถ้าจะ “ไม่เอา” (นิวเคลียร์) ก็ต้องยอมกับการสูญเสียความมั่นคงทางพลังงาน และการถอยหลังของเศรษฐกิจ
และต้อง “ประหยัด” กันนับแต่วันนี้...!







