
นปช.ถามนายกฯกระสุนกว่าแสนนัดหายไปไหน
นปช.ถามนายกฯกระสุนปืนแสนนัดและกระสุนสไนเปอร์สองพันกว่านัดหายไปไหน หากไม่ตอบจะคิดเองว่าเอามาใช้ยิงประชาชน
นปช.ถามนายกฯกระสุนปืนแสนนัดและกระสุนสไนเปอร์สองพันกว่านัดหายไปไหน หากไม่ตอบจะคิดเองว่าเอามาใช้ยิงประชาชน
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.กล่าวว่า ตนขอใช้ข้อมูลจากการอภิปรายคือการใช้กระสุนปืนของกองทัพตามที่พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยนำมาเปิดเผย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกับประชาชนและสังคมโลกด้วยความจริงว่ากระสุนปืนแสนกว่านัดที่นำมาใช้จัดการการชุมนุมนั้นใช้เพื่อภารกิจใด เช่นยิงขึ้นฟ้าทั้งหมด หรือเป็นกระสุนปลอมทั้งหมด ก็ขอให้บอกมาเพราะตนรอฟัง เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่อธิบายอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเป็นแบบนี้นายกฯจะยิ่งตอกย้ำข้อหาฆาตรกรให้ตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
“สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือมีการเบิกกระสุนสไนเปอร์และนำไปใช้สองพันห้าร้อยยี่สิบนัด นายกฯต้องอธิบาย เพราะจำนวน กระสุนนี้ใกล้เคียงกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของนปช. ตัวเลขมันใกล้กัน ตนจึงมีสิทธิคิดว่านายกฯใช้สไนเปอร์จัดการนปช. นายกฯจึงต้องอธิบายว่าใช้ไปเพื่อสิ่งใด”นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า นายกฯและรัฐบาลนี้ควรมีจิตสำนึกทางการเมืองและรับผิดชอบกับชีวิตประชาชน เพราะหลังการชุมนุม นายกฯสั่งทหารให้ใช้กำลังกับประชาชน มีการใช้สไนเปอร์ เพราะหลังเหตุกาณ์นี้ในประเทศไทย การต่อสู้ในโลกอาหรับและแอฟริกาเหนือนั้นปราฏว่า กองกำลังรัฐมีการใช้สไนเปอร์ไล่ล่าสังหารประชาชนที่ต่อสู้ด้วย
นายณัฐวุฒกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคนแรกในโลกที่ใช้ให้กองทัพนำสไนเปอร์จัดการประชาชน เมื่อนายกฯเริ่มต้นแบบนี้จึงเป็นอภิสิทธิ์โมเดลสำหรับผู้นำมือเปื้อนเลือดหลายชาติในลำดับต่อมา เรื่องนี้มันเป็นประวัติศาสต์อัปยศที่นายอภิสิทธิ์จารึกให้ประเทศ ต่อไปนี้สังคมดลกจะพูดกันว่าไทยเป็นประเทศแรกที่ใช้สไนเปอร์จัดการประชาชน และนายอภิสิทธิ์จะปฏิเสธการรับผิดชอบไม่ได้
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพรอยเตอร์ญี่ปุ่นนั้น อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ฝ่ายการเมืองไปติดตามเรื่องนี้จากสำนักงานตำรวจเห่งชาติ นายอภิสิทธิ์ต้องเข้าใจและสำนึกว่าญี่ปุ่นมีโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงกว่าสงครามโลกครั้งที่สอง และทั่วโลกไว้อาลัย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ลืมเรื่องนี้และติดตามทวงถามเสมอ ในทางการทูตนั้นญี่ปุ่นลูบและเขย่าศรีษะนายอภิสิทธิ์เพื่อให้เกิดสำนึกและคลี่คลายความจริงในคดีนี้ มันไม่ใช่สัญญาณธรรมดา เพราะการติดต่อสอบถามคดีนี้ในช่วงเวลาแบบนี้ รัฐบาลควรสำนึกว่าความอับอายขายหน้าได้เกิดขึ้นไปทั่วโลกแล้ว







