
ครม.รับทราบมติคว่ำบาตรลิเบีย
กษิตเผยครม. รับทราบมติคว่ำบาตรลิเบียของยูเอ็นแล้วแจงไทยจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหลักไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา
กษิตเผยครม. รับทราบมติคว่ำบาตรลิเบียของยูเอ็นแล้วแจงไทยจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหลักไม่จำเป็นต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา
นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเรื่องการดำเนินการตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอต่อที่ประชุม ครม.เกี่ยวกับการที่ประเทศต้องดำเนินการตาม ข้อมติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 1970 มีสาระสำคัญว่า ห้ามโอน ย้าย ถ่ายเท หรือขายอาวุธให้กับลิเบีย รวมถึงอายัดทรัพย์สินของบุคคลที่มีรายชื่อและห้ามบุคคลเหล่านั้นเดินทางมายังไทย และข้อมติ 1973 ที่ห้ามใช้น่านฟ้าของลิเบีย
นายกษิต ระบุว่า ในเรื่องนี้ไทยจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก โดยจะทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ได้มีการทยอยแรงงานไทยออกนอกประเทศลิเบีย เราได้มีการประสานงานกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อแสดงถึงความพร้อมให้ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ได้เข้าถึงชาวลิเบีย ทั้งน้ำและอาหาร ส่วนท่าทีของไทย ซึ่งเราเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ต้องการให้ยุติสงครามกลางเมือง และดำเนินการตามข้อมติสหประชาชาติ เน้นไม่ให้เกิดความรุนแรง
ส่วนจะต้องนำเรื่องนี้ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่นั้น คงไม่ต้องเข้ารัฐสภา เป็นหลักการทั่วไป เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศค้าอาวุธ จึงไม่จำเป็นต้องข้องแวะเกี่ยวกับการห้ามค้าอาวุธ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบมติคว่ำบาตรลิเบียแล้ว และได้ขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปวิเคราะห์ว่า การจะปฏิบัติตามมติยูเอ็นจะต้องทำอย่างไรบ้าง และให้เสนอกลับมาอีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องครอบคลุมทั้งเรื่องอาวุธ ทรัพย์สิน และอะไรต่างๆ รวมถึงการเดินทางด้วย
"เราต้องระมัดระวังในท่าที ส่วนแรงงานไทยในลิเบียที่ยังเหลืออยู่นั้น ค้างอยู่ประมาณ 80 กว่าคน ซึ่งก่อนหน้านี้แสดงความจำนงที่จะอยู่ และเราพยายามติดต่ออยู่ตลอดเวลา ถ้าหากอยากกลับต้องอำนวยความสะดวกให้กลับมาได้ แต่ส่วนใหญ่ได้ออกมาจากลิเบียหมดแล้ว" นายอภิสิทธิ์ กล่าว







