
เจริญทุ่ม2.6พันล้านปั้นเกตเวย์เอกมัยสไตล์ญี่ปุ่น
ทีซีซี กรุ๊ป ทุ่มอีก 2,600 ล้าน ผุดเกตเวย์เอกมัยชูห้างสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมปัดฝุ่นที่ดินริมเจ้าพระยาผุดไนต์มอลล์ย้อนยุค
ทีซีซี กรุ๊ป ทุ่มอีก 2,600 ล้าน ผุดเกตเวย์เอกมัยชูห้างสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมปัดฝุ่นที่ดินริมเจ้าพระยาผุดไนต์มอลล์ย้อนยุค
แหล่งข่าวจาก บริษัท ทีซีซี กรุ๊ป บริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทในเครือจะมีการพัฒนาโครงการศูนย์การค้า 2 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการเกตเวย์ เอกมัย บริเวณหัวมุมถนนสุขุมวิทตัดกับกล้วยน้ำไท เนื้อที่ 9 ไร่เศษ เป็นไลฟ์สไตล์ มอลล์ 5 ชั้น มูลค่าการลงทุน 2,000 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวจะสร้างจุดขายที่แตกต่างสามารถรองรับลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยนำไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นมาเป็นจุดขาย ทั้งเรื่องอาหารและแฟชั่นที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ รวมถึงสินค้าไอทีที่ในทำเลดังกล่าวยังไม่มีศูนย์การค้าที่มีสินค้าไอทีเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ
“การนำไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่นมาเป็นจุดขาย เพราะเห็นว่าอาหารญี่ปุ่นกำลังได้รับความนิยม เพราะเป็นอาหารในแนวสุขภาพ ขณะที่แฟชั่นญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น ส่วนผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่นจนทำให้โรงผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิดนั้น เชื่อว่าไม่น่าจะกระทบกับธุรกิจของญี่ปุ่นในเมืองไทย ร้านอาหารญี่ปุ่นที่จองพื้นที่ไว้ก็ยังยืนยันว่าเปิดดำเนินการตามปกติ” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับโครงการเกตเวย์ เอกมัย มียอดจองพื้นที่แล้วกว่า 30% จากร้านค้าทั้งหมด 400 ร้านค้า คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จในปลายปีนี้ เพื่อให้ผู้เช่าได้เข้าไปตกแต่งร้าน และจะเปิดให้บริการได้ปลายไตรมาสแรกปี 2555 โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการในปีแรกวันละ 3 หมื่นคน และเพิ่มขึ้น 15% ในปีต่อไป และมียอดขายรวม 400600 ล้านบาทต่อปี
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ส่วนอีกโครงการบริษัทจะนำที่ดินไพรม์โลเกชันติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ดินซึ่งเป็นท่าเรือเก่าของบริษัท อีสต์ เอเซียติ๊ก เกือบ 100 ไร่ มาเริ่มพัฒนา โดยแบ่งเป็น 3 เฟส เฟส แรกจำนวน 40 ไร่ จะพัฒนาเป็นโครงการเอเชียธีค ริเวอร์ฟรอนต์ เป็นไนต์มอลล์สไตล์ย้อนยุค มูลค่าลงทุนในเฟสแรกประมาณ 500600 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวบริษัทตั้งใจจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของคนไทยและต่างประเทศ เป็นทั้งที่ช็อปปิ้งและเอนเตอร์เทนเมนต์ ในตอนกลางคืน รวม 1,000 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีโรงละครโจหลุยส์ และลีฟวิง มิวเซียม ด้วย โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณไตรมาสแรกของปีหน้าเช่นกัน
สำหรับโครงการในเฟสที่ 2 และ 3 คงจะต้องดูว่า แนวคิดที่บริษัทวางไว้ในเฟสแรกประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะพัฒนาโครงการให้สอดรับกันด้วย โดยจะมีทั้งโรงละคร โรงแรม และออฟฟิศ ที่จะพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคต
สำหรับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของบริษัทในเครือก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดินเพิ่มเติม การปรับปรุงโรงแรมที่มีอยู่ และการซื้อโรงแรมใหม่ที่หัวหิน ส่วนโครงการขนาดใหญ่ หรือมาสเตอร์แพลนของบริษัทที่ชะอำ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.เชียงราย และที่ถนนเกษตรนวมินทร์ ก็ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นโครงการขนาดใหญ่จึงเป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป.







