
หนาวกันทั้งบาง ขยับฟันซอฟแวร์เถื่อน
ปัญหาซอฟแวร์เถื่อนที่กระจายเกลื่อนอยู่ตามออฟฟิตใหญ่น้อยทั่วเมืองไทย ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง
ปัญหาซอฟแวร์เถื่อนที่กระจายเกลื่อนอยู่ตามออฟฟิตใหญ่น้อยทั่วเมืองไทย ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง
โดย...วัสยศ งามขำ
ปัญหาซอฟแวร์เถื่อนที่กระจายเกลื่อนอยู่ตามออฟฟิตใหญ่น้อยทั่วเมืองไทย ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ตำรวจต้องไล่จับกันขนานใหญ่โดยเน้นไปที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าที่ใช้ซอฟแวร์เถื่อน โดยไม่ให้กระทบต่อชาวบ้านคนเดินดิน
ก่อนหน้านี้ตัวเลขของ Business Software Association : BSA ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้ใช้ซอฟแวร์ที่ถูกกฎหมายระบุว่า 90 %ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ในบ้านเราใช้ซอฟแวร์เถื่อน องค์กรนี้จึงเคลื่อนไหวโดยใช้มือของตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เข้าจับกุม โดยพุ่งเป้าไปยังเจ้าของกิจการที่เอาของเถื่อนไปต่อยอดเป็นรายได้
พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ผบก.ปอศ. ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยนนท์ รองผบก.ปอศ. เป็นมือหนึ่งในการออกปราบปราม เนื่องจากได้ตกลงไว้กับสหรัฐอเมริกา จัดการกับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยสหรัฐมองว่าเจ้าของกิจการที่ใช้ซอฟแวร์เถื่อนเหมือนกับโจรสลัด
ก่อนหน้านี้ตำรวจได้ประชุมหารือกับ BSA โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ และอาจจะกระทบต่อสังคมวงกว้าง เนื่องจากใครๆ ก็ใช้ซอฟแวร์เถื่อน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือแม้กระทั่งตำรวจเอง ซอฟแวร์เถื่อนก็หาซื้อง่ายตามห้างพันธุ์ทิพย์ และมาบุญครอง
อย่างไรก็ตามทาง BSA ก็อ้างสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง พร้อมกับชี้ให้เห็นว่าหากมีการใช้ซอฟแวร์ถูกกฎหมายจะทำให้เกิดการจ้างงาน และรัฐจะได้รับประโยชน์จากภาษี จึงตกลงกันว่าจะเริ่มจับกุมจากกิจการที่นำซอฟแวร์เถื่อนไปใช้ในการทำธุรกิจก่อน เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนทั่วไป
พ.ต.อ.ชัยณรงค์ บอกว่า สำหรับกิจการที่เข้าข่ายถูกดำเนินการตรวจค้นว่าใช้ซอฟแวร์เถื่อนหรือไม่นั้น ประกอบด้วย กิจการด้านผลิตสินค้า กิจการด้านสถาปนิก กิจการด้านการออกแบบ กิจการก่อสร้าง และกิจการค้าขาย โดยโปรแกรมที่ถูกจับตา ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมที่ใช้งานทั่วไป และโปรแกรมออกแบบ
ประกอบด้วย Microsoft office, Auto Cad, Catia, Auto Besk และ Adobe ซึ่งในปีที่ผ่านมา บก.ปอศ ได้เข้าตรวจค้นกิจการต่างๆ ไปแล้ว 210 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 472.52 ล้านบาท ส่วนสถิติการจับกุมในเดือนม.ค.ก.พ. ที่ผ่านมาจับกุมไปแล้ว 28 แห่ง มูลค่าเสียหายนับ 10 ล้านบาท
“จากการตรวจค้น และจับกุมในปีที่ผ่านมาทำให้ BSA ลดตัวเลขการใช้ซอฟแวร์เถื่อนของไทยลงจาก 90 % เหลือ 75 % สำหรับโรงงานที่เข้าค้นนั้นใหญ่อยู่ที่ย่านอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น พระนครศรีอยุธยา และ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ” พ.ต.อ.ชัยณรงค์บอก
วิธีการจับกุมผู้กระทำความผิดนั้นต่างจากคดีอาญาทั่วไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเรื่องลิขสิทธิ์จึงจำเป็นต้องมีผู้เสียหายมาแจ้ง หรือร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทเจ้าของซอฟแวร์จึงมักจะจ้างบริษัททนายความเข้าไปสืบสวน เมื่อพบการกระทำความผิดแล้วก็มาแจ้งตำรวจ เมื่อได้รับแจ้งแล้วตำรวจจะต้องตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงก่อนจึงจะไปขอหมายค้นต่อศาล
เมื่อได้หมายค้นแล้วการเข้าตรวจค้นจับกุมก็ต้องทำด้วยความรอบคอบร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งผู้เสียหาย ตำรวจ และตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ และระหว่างการเข้าตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อความบริสุทธิ์ใจตำรวจมักจะให้เจ้าของเครื่อง หรือเจ้าของกิจการนั้นๆ ลงมือกดที่เครื่องคอมพิวเตอร์เอง โดยตำรวจคอยบอกขั้นตอน หรือควบคุมอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการถูกกล่าวหาว่าตำรวจกลั่นแกล้งนั่นเอง
“ มีหลายครั้งที่เจ้าของกิจการพยายามที่จะลบข้อมูลทิ้ง แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะไม่กล้าทำ เพราะจะทำให้ข้อมูลการออกแบบของเขาเสียหายไปด้วย ซึ่งมันไม่คุ้มค่า แต่ถึงลบซอฟแวร์ทิ้งตำรวจก็สามารถแกะรอยจนพบได้ว่ามีการใช้ซอฟแวร์ผิดกฎหมายอยู่ดี”
สำหรับวิธีการที่บริษัทเจ้าของซอฟแวร์สืบสวนจนรู้ว่ากิจการไหนที่ใช้ซอฟแวร์เถื่อนนั้น บริษัทเจ้าของซอฟแวร์มีหลายวิธีที่จะสืบสวน อาจจะเริ่มจากส่งคนเข้าไปทำงานในกิจการที่ต้องสงสัย และบางส่วนอาจจะได้รับการร้องเรียนจากพนักงานเก่าๆ ที่เคยทำงานในกิจการนั้นมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิศวกร หรือพนักงานธุรการ นอกจากนี้อีกวิธีการหนึ่งที่จะรู้ก็คือการอัฟเดตโปรแกรมออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งบริษัทเจ้าของซอฟแวร์จะรู้ได้ทันที
พ.ต.อ.ชัยณรงค์ บอกว่า แม้ว่าคดีประเภทนี้สหรัฐอเมริกาจะให้ความสำคัญ แต่ก็มีโทษไม่สูงนักและสามารถยอมความได้ คือมีโทษตามมาตรา 30 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ฐานทำซ้ำดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งในกรณีที่ทำเพื่อการค้าจะมีโทษปรับ 1 แสน – 8 แสนบาท และจำคุก 6 เดือน – 4 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของกิจการที่ถูกจับจะไม่ต่อสู้คดี และยอมเจรจาค่าเสียหาย
แม้ว่า พ.ต.อ.ชัยณรงค์ จะคร่ำหวดในการจับกุมซอฟแวร์เถื่อน แต่เขาก็เห็นว่า คดีลักษณะนี้เป็นคดีที่ตำรวจไม่อยากทำเลยแม้แต่น้อย
“ผมกำลังคิดว่าการที่ตำรวจต้องทำคดีแบบนี้มันเหมือนกับเป็นเครื่องมือให้กับอเมริกา เป็นการสนองผลประโยชน์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ ขณะนี้อุตสาหกรรมของไทยยังไม่มีความพร้อมทางด้านการแข่งขัน และการลงทุนกับโปรแกรมที่มีมูลค่าสูง ผมอยากให้รัฐบาลเจรจากับอเมริกาโดยใช้วิธีการอื่นว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างในเรื่องของการค้าซอฟแวร์”
อย่างไรก็ตาม แม้การกวดขันจับกุมในครั้งนี้ตำรวจ และรัฐบาลไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากการไปจับกุมเลย เพราะเมื่อมีการจับกุมเจ้าของกิจการที่ใช้ซอฟแวร์เถื่อน และมีการเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทเจ้าของซอฟแวร์ก็จะได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่เพื่อให้ชาวโลกรู้ว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามตำรวจก็ต้องทำงานหนัก ดังนั้นเจ้าของกิจการที่ใช้ซอฟแวร์เถื่อนทั้งหลายเตรียมหนาวกันได้แล้ว !!!
ตำเตือนจาก บก.ปอศ.
1. ให้องค์กรธุรกิจทุกแห่งเร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นองค์กรที่ใสสะอาดปราศจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟแวร์
2. ให้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องการปรับเปลี่ยนมาใช้ซอฟแวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องที่ www.stop.in.th
3. ให้ตรวจสอบสินทรัพย์ประเภทซอฟแวร์ในองค์กร เพื่อตัดความเสี่ยงในการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
4. ให้องค์กรธุรกิจที่ได้รับการติดต่อจาก BSA หรือเจ้าของลิขสิทธิ์ซอฟแวร์อื่นๆ ดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสินทรัพย์ประเภทซอฟแวร์ในองค์กรมีลิขสิทธิ์ถูกต้องครบถ้วน







