
โพลชี้อภิปรายไม่ช่วย-การเมืองยังแตกแยก
โพลสวนดุสิตเผยคนมองศึกซักฟอกการเมืองไทยยังแตกแยกเหมือนเดิม แต่มีผลต่อการตัดสินใจลงลงคะแนนเลือกตั้งสส.ในครั้งต่อไป
โพลสวนดุสิตเผยคนมองศึกซักฟอกการเมืองไทยยังแตกแยกเหมือนเดิม แต่มีผลต่อการตัดสินใจลงลงคะแนนเลือกตั้งสส.ในครั้งต่อไป
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหัวข้อ“การเมืองไทย”หลังเสร็จสิ้นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ประชาชนร้อยละ 54.29 มองการเมืองไทยยังคงทะเลาะเบาะแว้ง แตกแยกกันเหมือนเดิม/ไม่สามารถที่แก้ปัญหาได้ ตามด้วย 21.56% พรรคการเมือง แต่ละพรรคต่างเตรียมการที่จะเลือกตั้งใหม่ / ลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน และ 14.60% รัฐบาลก็คงจะประคับประคองและทำงานต่อไปให้ครบวาระ นอกจากนี้ ยังคงพบเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงออกมาเรียกร้องในเรื่องต่างๆเหมือนเดิม 9.55%
หัวข้อจุดเด่นของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 37.98% ระบุว่า ได้รับรู้ข้อมูล ข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆมากขึ้น เช่น ราคาสินค้า การทุจริต ฯลฯ ตามมาด้วย 23.51% ระบุ เปิดโอกาสให้ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านได้อภิปรายเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นสำคัญ ปิดท้ายด้วย 20.44% บอกเป็นการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล /กระตุ้นให้รัฐบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป 18.07%
ส่วนจุดบอด ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ อันดับ 1 หรือ 39.69% คือการควบคุมอารมณ์ /กริยามารยาท การใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ /เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน ตามมาด้วยการถาม-ตอบ ไม่ตรงประเด็น /มุ่งเอาชนะกันมากเกินไป 28.02% และข้อมูลบางเรื่องที่นำมาอภิปรายเป็นเรื่องเดิม ทำให้ไม่น่าสนใจ 18.62%
ส่วนที่ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯ ที่ผ่านมาทำให้สภาพการเมืองไทยเป็นอย่างไร? ประชาชน63.71% บอกเหมือนเดิม เพราะถึงแม้จะมีการอภิปรายเกิดขึ้นแต่นักการเมืองก็ยังคงยึดติดกับความคิด แนวคิดแบบเดิมๆอยู่ ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ,การเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ ฯลฯ
ส่วนที่บอกแย่ลง 29.84% เพราะ จากผลโหวตที่รัฐบาลได้รับอาจเป็นประเด็นทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา , พฤติกรรมของนักการเมืองยังคงเหมือนเดิม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าทำเพื่อประเทศชาติ ฯลฯ แต่มีเพียง 6.45% เท่านั้นที่บอกว่า ดีขึ้น เพราะ การอภิปรายชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องและสิ่งที่ควรแก้ไข รัฐบาลสามารถนำข้อมูลมาปรับปรุงในการทำงานได้ ฯลฯ
ทั้งนี้ ปชช. 56.84%บอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯ มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะได้รู้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ได้เห็นพฤติกรรม และความสามารถของนักการเมืองแต่ละคน ฯลฯ ขณะที่ 43.16% ระบุ ไม่มีผลเพราะมีนักการเมืองหรือพรรคที่ชื่นชอบอยู่แล้ว , รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมืองไทย ไม่อยากจะเลือกใครเลย ฯลฯ







