
ผู้จัดการเกษียณอายุ ....เลือกตั้งสูญเปล่าขัดแย้งยังอยู่
การเลือกตั้งใน กทม.เป็นเรื่องของกระแสและความเข้าใจที่จะสร้างกันขึ้นมา และแน่นอนว่าขณะนี้คนที่คุมสื่อหรือรัฐบาลสามารถคุมกระแสได้
การเลือกตั้งใน กทม.เป็นเรื่องของกระแสและความเข้าใจที่จะสร้างกันขึ้นมา และแน่นอนว่าขณะนี้คนที่คุมสื่อหรือรัฐบาลสามารถคุมกระแสได้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
หลังโดนโทษแบนห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ในคดียุบพรรคไทยรักไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เก็บตัว ลดบทบาททางการเมืองลง หันมาทำกิจกรรมด้านสังคม แต่ล่าสุดได้ออกมาซัดรัฐบาลเรื่องน้ำมันปาล์ม พร้อมออกมาตอบโต้เอาผิดคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่าดำเนินการไม่ชอบ ในการสอบเรื่องยกเลิกจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษคุณหญิงสุดารัตน์ถึงแนวทางในการกลับมาสู่เวทีการเมืองหลังพ้นโทษแบนในเดือน พ.ค.ปีหน้าและการยุบสภาที่จะเกิดขึ้นในเร็วนี้
คุณหญิงสุดารัตน์ยังสงวนท่าทีในเรื่องของการดำเนินงานทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะการตั้งพรรคใหม่ โดยบอกว่ายังไม่ถึงเวลา พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังในการดำเนินกิจกรรมของพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.
"เราเปรียบเสมือนบริษัทบริษัทหนึ่งเราคือผู้จัดการที่เกษียณอายุแล้ว บริษัทมีผู้จัดการใหม่แล้ว เราจะเข้าไปเจ้ากี้เจ้าการคงไม่ได้อยู่แล้ว และไม่ใช่นิสัยด้วย"
อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสุดารัตน์ยอมรับว่าพี่ๆน้องๆ ใน กทม.ที่ทำงานด้วยกันได้แวะเวียนมาปรึกษาหารืออยู่เสมอ อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งจะแวะไปทานข้าวด้วย
"เป็นเรื่องธรรมดาแต่เป็นการให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งส่วนรวมและองค์กรที่สังกัด ไม่มีอะไรที่จะไปทำร้ายใคร เพราะเราไม่ได้มีสภาพที่จะทำอย่างนั้นได้ เพราะเราเป็นผู้จัดการที่เกษียณอายุแล้ว เราจะไปทำให้องค์กรวุ่นวายได้อย่างไร และไม่ใช่นิสัยด้วย"
อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสุดารัตน์มองว่าการประกาศการยุบสภาของนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าไม่เกินต้นเดือน พ.ค.นี้นั้น จะไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้
"แค่การยุบสภาเพื่อไปสู่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่จบ เพราะว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เดินหน้าหรือดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ยุติความขัดแย้งลงไปได้ จริงๆ แล้วแม้เลือกตั้งไปปัญหาก็ไม่จบแถมยังเสียงบประมาณเปล่าประโยชน์เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท"คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
สำหรับทางออกของความขัดแย้งนั้นคุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่า ควรจะต้องมีกระบวนการสู่ความปรองดอง โดยควรใช้กลุ่มบุคคลที่อาจจะเป็นตัวแทนของแต่ละสาขาอาชีพ หรือตัวแทนของแต่ละด้านที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนหนึ่งแล้วมานั่งคุยกันเพื่อมาแยกความขัดแย้งออกไปให้ได้
คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้วิเคราะห์ถึงสนามการเลือกตั้งใน กทม.ว่า เป็นเรื่องของกระแสและความเข้าใจที่จะสร้างกันขึ้นมา และแน่นอนว่าขณะนี้คนที่คุมสื่อหรือรัฐบาลสามารถคุมกระแสได้
ดังนั้น สิ่งที่ให้คำแนะนำสมาชิกใน กทม.ในยามที่ถูกสึนามิทางการเมือง คือควรเน้นทำงานบางสิ่งให้มากขึ้น เช่น ยุทธวิธีการต่อสู้ที่ 1 คือ การที่มีบางฝ่ายใส่ร้ายภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีความจงรักภักดีในส่วนของพี่น้อง กทม.ต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นและเป็นการใส่ร้าย และ 2.ต้องนำจุดแข็งในอดีตมาต่อสู้ทางการเมือง คือ นโยบายที่แก้ไขปัญหา
"จุดแข็งที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลาย คือ การนำสาระและความเดือดร้อนในการแก้ไขปัญหาของประชาชนด้วยการนำเสนอผ่านนโยบาย แต่ในขณะนี้เรากลับไปหลงประเด็นเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาจนเราไม่ได้กลับมาสู่จุดแข็งของตัวเอง แต่ประชาชนก็ยังรออยู่ที่จะทำให้จุดแข็งในอดีตได้เด่นชัดขึ้นมา แม้จะเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยโดนตีกระหน่ำจนลืมจุดแข็งของตัวเองไปแล้ว"
สำหรับสภาพของพรรคเพื่อไทยนั้น คุณหญิงสุดารัตน์เห็นว่าการไม่มีหัวหน้าพรรคตัวจริงเป็นจุดอ่อน เพราะทำให้ทิศทางการเมืองไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเหมือนกับไม่มีผู้นำ เมื่อไม่มีผู้นำก็ต่างคนต่างคิด ซึ่งตรงนี้ก็สามารถแก้ได้ ด้วยการบริหารจัดการภายในพรรคเพื่อไทย
"พรรคเพื่อไทยต้องรีบปรับองค์กรแล้วเดินหน้าสู่ทิศนี้ เพราะประชาชนต้องการทราบว่าเลือกแล้วจะได้ใคร คนนอกหรือคนในพรรคที่จะได้เป็นหัวหน้าพรรค" แค่การยุบสภาเพื่อไปสู่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังไม่จบ เพราะว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เดินหน้าหรือดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ยุติความขัดแย้งลงไปได้ จริงๆ แล้วแม้เลือกตั้งไปปัญหาก็ไม่จบแถมยังเสียงบประมาณเปล่าประโยชน์เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท
ฉะ 'ภักดี' ไล่บี้คดีคอมพ์ฉาว
แม้คุณหญิงสุดารัตน์จะไม่ถูกดำเนินการอายัดทรัพย์สิน หลังการยึดแอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 2549 แต่ถูกดำเนินคดีกรณียกเลิกจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาทของกระทรวงสาธารณสุข และล่าสุดคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้มีมติว่า การยกเลิกจัดซื้อคอมพิวเตอร์ 900 ล้านบาท คุณหญิงสุดารัตน์ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ
งานนี้คุณหญิงสุดารัตน์นั่งไม่ติด จึงต้องออกมาเปิดโปงความไม่ชอบของคณะอนุป.ป.ช.ที่มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานทันที
คุณหญิงสุดารัตน์ตั้งข้อสงสัยว่า จะมีความผิดได้อย่างไรในเมื่อการยกเลิกโครงการนี้ ด้วยเหตุผลว่า เป็นบริษัทผู้เสนอราคาต่ำสุด เสนอสินค้าที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่ทีโออาร์กำหนด และได้ส่งเงินให้รัฐคืน 900 ล้านบาท และราชการไม่ได้เสียหาย
นอกจากนี้ การยกเลิกครั้งนี้ก็ได้มีการส่งเรื่องหารืออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดก็วินิจฉัยชี้ขาดว่า การยกเลิกชอบด้วยกฎหมายเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการและศาลปกครองได้ตัดสินคดีที่บริษัทเอกชนไปฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1,300 ล้านบาท จากกระทรวงสาธารณสุข กรณียกเลิกการประมูล โดยศาลพิพากษาว่า การยกเลิกชอบด้วยกฎหมาย และก.พ.เองก็วินิจฉัยว่า ข้าราชการที่ยกเลิกโครงการนี้ ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ
คงมีแต่อนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่มีนายภักดีเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่วินิจฉัยว่า การยกเลิกการประมูลไม่ซื้อจากบริษัทที่เสนอสินค้าต่ำกว่าทีโออาร์ผิด และราชการเสียประโยชน์ ทั้งที่ศาลปกครองพิพากษาแล้ว ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 86 (2) คณะอนุกรรมการไต่สวนต้องยุติการไต่สวน ในคดีที่ศาลตัดสินแล้ว แต่นายภักดีไม่ยอมยุติการไต่สวน
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ปี มานี้ ต้องต่อสู้กับขบวนการไต่สวนที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยระเบียบ และกฎหมาย ของคณะอนุกรรมการชุดนี้อย่างแสนสาหัส ทั้งที่นายภักดีไม่ควรจะมาเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนได้ เพราะขัดต่อทั้งกฎหมายและจริยธรรมเพราะเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นกรณีที่กล่าวหาเพราะในสมัยที่นายภักดีเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบจัดทำทีโออาร์โครงการนี้เอง
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า กระบวนการไต่สวนของอนุกรรมการชุดนายภักดีเป็นประธานขัดต่อระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมายของป.ป.ช. คือ 1.อนุกรรมการไต่สวนไม่รับฟังพยานเอกสารและพยานบุคคลที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงทั้งหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าการยกเลิกไม่ซื้อจากบริษัทที่มีคุณสมบัติต่ำกว่าทีโออาร์ เป็นการรักษาประโยชน์ของทางราชการ และการยกเลิกชอบด้วยกฎหมายโดยเฉพาะคำวินิจฉัยของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยในเรื่องนี้ตามกฎหมายทั้งคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ(กวพ.) อัยการสูงสุด ก.พ. หรือแม้แต่คำพิพากษาของศาลปกครอง แต่เลือกฟังเฉพาะนายวัลลภและพวกที่ให้ถ้อยคำเท็จปรักปรำว่าผู้ถูกกล่าวหาสั่งการให้ยกเลิกการประมูลทั้งที่ขบวนการยกเลิกยังไม่ถึงรัฐมนตรี
2.อนุกรรมการไต่สวนกระทำผิดระเบียบป.ป.ช. ข้อ 25 ที่ไม่รับฟังและไม่แสวงหาข้อเท็จจริงหรือรวบรวมหลักฐานโดยการพิสูจน์ความถูกต้องของหลักฐาน เช่น การไม่รับฟังเทปและเอกสารบันทึกการสนทนาที่นายวัลลภ ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีช่วย กระทรวงสาธารณสุขข่มขู่ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นข้าราชการให้ใส่ร้ายนักการเมืองว่าสั่งการให้ยกเลิกการประมูล และ3.อนุกรรมการไต่สวนบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยการอ้างเท็จในการไต่สวนใช้อำนาจจงใจใส่ร้าย เช่น ข้อกล่าวหาเรื่องการโทรศัพท์สั่งการหรือเอกสารเรื่องประโยชน์สูงสุดของทางราชการ เป็นต้น
"จะขอเดินหน้าต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในคดีให้ถึงที่สุด เป็นไปได้อย่างไร คนที่ปกป้องประโยชน์รัฐมีความผิด และนี้ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา จะไปเหลืออะไร" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวทิ้งท้าย
ชวนร่วมทำบุญมหากุศล
ช่วงหายหน้าไปจากวงการการเมืองคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไปก่อตั้งมูลนิธิไทยพึ่งไทย เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านสังคม และล่าสุดรับเป็นประธานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล และพัฒนาวัดไทยลุมพินี
"อยากขอเชิญพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างพลังสามัคคีธรรม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ รวมทั้งเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณให้ขจรไปทั่วโลก"
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เล่าถึงที่ไปที่มาพร้อมประวัติของสถานที่แห่งนี้ว่า เมื่อประมาณ 2,259 ปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชมหากษัตริย์แห่งอินเดีย ได้เดินทางมาถึงณ ลุมพินีสถาน โดยการแนะนำของพระอุปคุตเถระ ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ประสูติของพระบรมมหาศาสดา และนั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อสร้างสังเวชนียสถานในรูปสัญลักษณ์เสาอโศกและสถูปในเวลาต่อมา เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ณ ที่แห่งนี้คือสถานที่สำคัญ 1 ใน4 สังเวชนียสถาน และจาก 2,259 ปีจนถึงวันนี้กาลเวลาได้ทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนไป สถานที่ต่างๆ ในบริเวณโดยรวมมีความทรุดโทรม
ในการดำเนินการครั้งนี้นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวไทย เพราะการที่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์บริเวณสถานที่ประสูติ ณ ลุมพินีสถานนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะประเทศพุทธหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พยายามขออนุญาตบูรณปฏิสังขรณ์กันมานานนับสิบปี แต่ไม่ได้รับโอกาสเนื่องจากสถานที่แห่งนี้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกแล้ว ดังนั้นการที่คณะกรรมการมรดกโลกและ LUMBINI DEVELOPMENT TRUST (LDT) ได้อนุญาตให้ตัวเองในฐานะตัวแทนคนไทยเป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์บริเวณสถานที่ประสูติจึงถือเป็นโชคดีและเป็นมหากุศลที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวไทย
ทั้งนี้ คณะกรรมการดำเนินงานทั้งฝ่ายไทยและ LDT ได้หารือและเห็นชอบร่วมกันให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ดังต่อไปนี้ 1.จัดสร้างลานสวดมนต์และปฏิบัติธรรมจำนวน 3 ลาน บริเวณเสาหินอโศก บริเวณต้นมหาโพธิ์ 2.ปรับปรุงทางเดินโดยรอบวิหารมายาเทวี (จุดที่ประสูติ) 3.ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ตกแต่งด้วยสวนดอกไม้ให้สวยงามดุจดังอดีตกาล 4.ปรับปรุงถนนทางเข้าสู่บริเวณ "สวนศักดิ์สิทธิ์" (SACRED GARDEN)5.จัดสร้างศาลาอเนกประสงค์ และห้องน้ำสำหรับผู้มาสักการะ (อยู่ในระหว่างการพิจารณาจาก LDT) โครงสร้างใหม่ทั้งหมดจะยึดตามแนวคิดของการอนุรักษ์พัฒนาโบราณสถานอย่างเคร่งครัด ทั้งการจัดวางตำแหน่ง การใช้สีและวัสดุ ดังนั้นเมื่อบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ เชื่อว่าจะทำให้บริเวณสถานที่ประสูติที่เรียกกันว่า"สวนศักดิ์สิทธิ์" (SACRED GARDEN) กลับมาเป็นอุทยานที่สวยงามร่มรื่นดุจดังเมื่ออดีตกาลที่พระพุทธเจ้าประสูติอีกครั้ง
ท่านสามารถบริจาคสมทบทุนได้ที่กองทุนลุมพินีสถาน ธนาคารไทยพาณิชย์บัญชีออมทรัพย์ สาขาลาดพร้าวซอย 10 เลขที่ 047-2-55916-4 กองทุนลุมพินีสถาน ธนาคารกสิกรไทย บัญชีออมทรัพย์สาขาประดิษฐ์มนูธรรม เลขที่ 613-2-10884-4 กองทุนลุมพินีสถาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรบัญชีออมทรัพย์ สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร B) เลขที่บัญชี 199-2-03083-3 กองทุนลุมพินีสถาน ธนาคารกรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาลาดปลาเค้า41 เลขที่ 199-0-17327-6







