posttoday
กรณ์โชว์ผลสอบกลต.ยันไม่เกี่ยวปั่นหุ้นไทยคม

กรณ์โชว์ผลสอบกลต.ยันไม่เกี่ยวปั่นหุ้นไทยคม

16 มีนาคม 2554

เพื่อไทย อัดคลังละเว้นสอบปั่นหุ้นไทยคม-ภาษีบุหรี่ ทำรัฐสูญรายได้หลายพันล้าน ด้าน กรณ์ โชว์หลักฐานผลสอบ กลต. ยันไม่เกี่วข้องปั่นหุ้นไทยคม ท้าตรวจบัญชีซื้อขายหุ้นของตัวเองและภรรยา 

เพื่อไทย อัดคลังละเว้นสอบปั่นหุ้นไทยคม-ภาษีบุหรี่ ทำรัฐสูญรายได้หลายพันล้าน ด้าน กรณ์ โชว์หลักฐานผลสอบ กลต. ยันไม่เกี่วข้องปั่นหุ้นไทยคม ท้าตรวจบัญชีซื้อขายหุ้นของตัวเองและภรรยา 

รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังใน 2 กรณี คือ 1.มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นดาวเทียมไทยคม และ 2.การลเว้นการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ทำให้รัฐสูญเสีรายได้จำนวนมาก โดยนายประกียรติ กล่าวว่า กรณีดาวเทียมไทยคม พบว่าในช่วงมิ.ย. 2553 มีการขึ้นลงของราคาหุ้นอย่างผิดปกติ เช่น วันที่ 10 มิ.ย.ราคาหุ้นอยู่ 5 บาท แต่ภายหลังที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อหุ้นดาวเทียมไทยคมปรากฏว่าระหว่างวันที่ 14-15 มิ.ย.ราคาหุ้นกระโดดไปอยู่ที่ 7.95 บาท ซึ่งปัจจุบันนี้รัฐบาลก็ไม่ได้มีการซื้อหุ้นหรือกิจการดาวเทียมไทยคมอย่างจริงจังแต่ประการใด

นายประเกียรติ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีกรณีการละเว้นจัดเก็บภาษีบุหรี่ พบว่าบริษัทสหสามิตมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทนี้เป็นคู่ศัญญากับโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่  2541 มีอายุสัญญา 5 ปี โดยจะต้องส่งรายได้ให้กับรัฐเป็นค่าตอบแทนต่างหากเป็นเงิน 16.8 ล้านบาทต่อปี รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าเช่าโกดังและลานจอดรถปีละ 1.4 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า ปี 2543 มีการขยายอายุสัญญาออกไปโดยไม่มีกำหนดและแก้ไขไม่ต้องส่งรายได้ 16.8 ล้านบาท ให้กับรัฐบาล เหลือเพียงค่าเช่าสถานที่ลดลงเพียงเดือน 8.3 หมื่นบาท ต่อปี นอกจากนี้ บริษัทสหสามิตมีหน้าที่จำหน่ายบุหรี่ที่เบิกจากโรงงานยาสูบโดยหลักเกณฑ์การขายจังหวัดใดก็จังหวัดนั้น ไม่ข้ามเขต แต่ก็ลุกล้ำขยายไปในพื้นที่อื่นๆ ที่มีห้างโมเดินเทรด เช่น โลตัส เซเว่นอีเลเวน

นายประเกียรติ กล่าวอีกว่า สหสามิตยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนชำระภาษีให้กับบริษัทนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ ที่เข้ามาแบ่งส่วนแบ่งตลาดโดยไม่เป็นธรรมถึง 25.83 เปอร์เซ็นต์ ภาษีบุหรี่จากในประเทศลดลง ภาษีบำรุงอบจ.ก็ลดลงด้วย  ขณะที่บุหรี่ต่างประเทศนำเข้าไม่ปรากฏว่ามีการเสียภาษี โดยบุหรี่ในประเทศต้องเสียภาษี 9.3 สตางค์ต่อมวน ทำให้รัฐเสียรายได้หลายพันล้าน

“ในเรื่องนี้พบว่ามีกระบวนการเลี่ยงภาษีไม่จ่ายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ตามกฏหมายอย่างครบถ้วน ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ ที่ผ่านคณะกรรมาธิการการคลัง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และวุฒิสภา ได้เคยไปสุ่มตัวอย่างพบว่า ในจังหวัดปทุมธานีมีการจ่ายภาษีขาดหายไปจำนวน 7.7 ล้านบาท ที่เกิดมาจากสหสามิตรับเป็นตัวแทนชำระภาษี แต่มีการส่งไปยังอบจ.ไม่ครบถ้วน  อยากทราบว่าเรื่องกระทรวงการคลังได้มีการตรวจสอบหรือไม่ เพราะอบจ.ต้องขาดรายได้จากภาษีดังกล่าวเพื่อมาพัฒนาพื้นที่”นายประเกียรติ กล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช ชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหากรณีการปั่นหุ้นไทยคม ว่า  รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศในเดือน  ธ.ค. 2551 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 400 จุด แต่เพราะผลจากการบริหารนโยบายของรัฐบาลทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีกำไรมากที่สุดในประวัติศาตร์ ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 1,000 จุด

"ผมถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นราคาหลักทรัพย์ นั่นอาจเป็นเพราะผมอยู่ในวงการนี้ น่าจะรู้วิธีการและมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้น ถือว่าเป็นการดูถูกผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ และอาจเป็นเพราะพฤติกรรมที่พวกท่านคุ้นเคยกับพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะ กลต. และ ตลท. มีความเข้มข้นในการตรวจสอบ ผมอยู่ในวงการนี้มา 19 ปี ขอยืนยันว่าไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่มีการซื้อขายหุ้นแบบผิดกฎหมาย ที่ทำให้ ก.ล.ต.มาสอบให้เสียเวลา"

สำหรับเรื่องไทยคม ซึ่งเป็นเจ้าของดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสาร ภาพรายการโทรทัศน์ มีปัญหาสมัยเสื้อแดง ที่รัฐบาลออก พ.ร.ก ฉุกเฉิน  เพราะมีการแพร่ภาพที่ขัดต่อนโนบายของรัฐบาล

ดังนั้นนายกฯ จึงมอบหมายให้ ผมติดต่อไปยังผู้มีอำนาจสูงสูดของไทยคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของชินคอร์ป จึงเป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อพบเทมาเส็กในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชินคอร์ป เมื่อวันที่  17 เม.ย 2553  และได้เชิญนายศิริโชค โสภา ไปด้วย

ทั้งนี้การที่ไปสิงคโปร์ เพื่อแจ้งผู้ถือหุ้นได้ทราบว่า บริษัทที่เขาถือหุ้นอยู่มีแนวทางการดำเนินงานขัดต่อการทำงานของประเทศ  ผู้ถือหุ้นจึงแจ้งว่าจะเข้าไปตรวจสอบการทำงานของไทยคม

นอกจากนี้ยังได้สอบถามเรื่องความสนใจเรื่องหุ้น เพราะเมื่อปี 2549 เทมาเส็ก เคยแถลงว่าการเข้าไปซื้อหุ้นชินคอร์ป ทำให้เทมาเส็ก ได้หุ้นไอทีวี และ ไทยคมด้วย ซึ่งทาง เทมาเส็กได้แจ้งกลต.ว่าต้องการสงวนสิทธิการซื้อหุ้นรายย่อย เพราะไม่ต้องการถือหุ้นไทยคม ดังนั้นจึงถามเทมาเส็กยังมีแนวคิดนี้อยู่หรือไม่ แต่ยังไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะประเด็นหลักคือการให้เทมาเศ็กดูแลผู้ถือหุ้นไม่ให้ปฎิบัติขัดต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

จนกระทั่ง 2 เดือนต่อมา 13 มิ.ย. มีข่าวจากวำนักข่าวต่างประเทศพูดถึงแหล่งข่าวต่างประเทศ  ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือเทมาเส็ก ออกมาให้ข่าวว่ามีการพูดคุยระหว่างเทมาเส็ก รมว.คลัง และศิริโชค โสภา   ดังนั้นหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จึงโทรมาถามผม ว่ามีแนวโน้มการซื้อหุ้นเทมาเส็ก หรือไม่

ซึ่งก็ตอบว่าผมไปจริง ถือเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรผิดกฎหมายและไม่มีเหตุผลที่ต้องปิดบัง หลังจากนั้นราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไป

ข้อเท็จจริงคือ ช่วงนั้นผมไม่ซื้อหุ้นไทยคม และชีวิตนี้ผมไม่เคยซื้อหุ้นไทยคม กลต. ตรวจแล้วพบว่าไม่มีใครได้กำไรจากกการปั่นหุ้นไทยคม ราคาหุ้นที่ขึ้นก็เพราะข่าวเรื่องการเจรจาระหสว้างรัฐบาลไทยกับเทมาเส็ก

"ไทยคมเป็นเจ้าของสัมปทาน ตัวดาวเทียมเป็นทรัพย์สินรัฐบาล แต่สิทธิการเก็บรายได้เป็นสิทธิของบริษัท เวลาพูดกันเรื่องซื้อขายหุ้นคือการซื้อสิทธิหรือซื้อหุ้นใน ตลท.ที่อ้างว่าไทยคมเป็นของคนไทยคงไม่ถูกนักไม่จำเป็นต้องไปซื้อหุ้นมา  จึงถือว่าไม่เหตุผลในการกล่าวเรื่องนี้"

นอกจากนี้ นายกรณ์ จึงได้เสนอรายงาน ก.ล.ต. กรณีการซื้อขายหุ้นไทยคม ผิดพ.ร.บ. ได้ข้อสรุปว่า  ก.ล.ต. ไม่พบข้อบ่งชี้ ข่าวการเผยแพร่ข่าวของ บางกอกโพสต์ ทำให้เกิดการปั่นราคาหลักทรัพย์ และผู้ที่ให้ข่าวนั้นไม่ใช่คนในรัฐบาล และคนให้ข่าว ก็เพื่อเป็นการตอบข้อซักถาม ไม่ใช่การเผยข่าวเท็จ 

ขณะที่ข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.241 ของ พ.ร.บ. หลักทรัพย์นั้น   ก.ล.ต. ไม่พบการซื้อขายหุ้นไทยคม ในระว่างที่ตรวจสอบ พบผู้เดียวที่ขายหุ้นในช่วงนั้นมาก

ผู้นั้นคือพนักงานของไทยคม ในเครือของกลุ่ม ชินคอร์ปเอง ซึ่ง ก.ล.ต. ไปตรวจบุคคลนั้นแล้ว พบว่า ไม่มีเหตุผลว่าผู้นี้จะใช้ข้อมูลภายใน เพราะซื้อหุ้นนี้ก่อนที่ จะมีการเดินทางไปสิงคโปร์

เช่นเดียวกับมาตรา 243 เรื่อวการสร้างราคา ก.ล.ต.พบว่าไม่มีการซื้อขายแบบสร้างราคา เช่น ไม่มีการซื้อขายแบะกระจุกตัว หรือซื้อจากรายใหญ่ สรุป ก.ล.ต. ตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อกล่าวหาทุกข้อหาไม่มีมูล

"ผมได้ยุติบทบาทการซื้อขายหุ้นตัวเองตั้งแต่ปี  2551 ซึ่งตรวจสอบได้จาก 2 บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีคือ  1 บลจ.ภัทร และ 2 บลจ.บัวหลวง ให้ไปตรวจสอบทั้งผมและภรรยาได้เลย นอกจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสิทธิในบริษัทที่ถือหุ้นไว้บริษัทหนึ่งเท่านั้น " นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์ ยังชี้แจงเรื่องบุหรี่ว่า ภาษีท้องถิ่นที่มีการจัดเก็บมวนละ 9.3 สตางค์ เป็นหน้าที่ตัวแทนที่ต้องจ่ายให้ยาสูบ แต่ต่อข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายภาษีครบถ้วนหรือไม่ สำหรับการซื้อขายผ่านโมเดริ์นเทรด ซึ่งก็เป็นห่วงเรื่องนี้ แต่กรมสรรพสามิตถือเป็นตัวกลางในการจัดเก็บภาษี ซึ่งหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของ ท้องถิ่น หรือ อบจ.ที่ยังมีประสิทธิภาพไม่เท่ากับกระทรวงการคลังซื่งเป็นส่วนกลาง

ส่วนกรณีที่ สหสามิต ไปขายบุหรี่ต่างประเทศนั้น  ตามสัญญาถือว่าทำไม่ได้ แต่สรรพสามิตรับจ่ายภาษีแทนห้างร้าน หรือปั้มน้ำมัน ส่วนการขายบุหรี่นำเข้าเองไม่อยู่ในสัญญาที่ สรรพสามิต ดำเนินการได้

อย่างไรก็ดี ได้ให้นโยบายให้ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลังที่กำกับดูแลโรงงานยาสูบทบทวนเรื่องนี้ ส่วนเรื่องที่โมเดิร์นเทรดขายบุหรี่ต่างประเทศ น่าเป็นนโยบายของพาณิชย์ และในวันที่ 29 มี.ค. ทางกรมสรรพสามิตจะทบทวนนโยบายนี้ครั้งใหม่ เพื่อพืจารณาตามข้อสังเกตุของฝ่ายค้านต่อไป

ด้านนายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล สส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต รมช.คลัง เคยที่กำกับดูแลโรงงานยาสูบ ชี้แจงว่า สหสามิตเป็นผู้รับโควต้าบุหรี่ ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์หรือ ปชป.เข้ามาบริหาร ซึ่งอยู่ในสมัยของ พลเอก องอาจ ชัมพูทะ เป็น ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ  ส่วนเรื่องที่บุหรี่ไทยเสียภาษี บุหรี่นอกไม่เสียภาษีนั้นไม่เป็นความจริง  เพราะตรวจสอบจากโรงงานยาสูบแล้วพบว่า ไม่ว่าบุหรี่ไทยหรือนอกต้องเสียภาษีเหมือนกัน โดยสหสามิต ต้องสำรองจ่ายภาษีให้อบจ. ไปก่อน จ่ายเท่าไร แล้วมาเบิกจากโรงงานยาสูบ ซึ่งยากจึงคาบเกี่ยวกัน

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ