
เพื่อไทย-ปชป.ทวิตเตอร์เป็นไฟผ่านโลกไซเบอร์
รัฐบาล-ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกบนโลกไซเบอร์ ตั้งทีม "ทวิต" แหลกชนิดที่เรียกได้ว่าตอบโต้กันแบบนาทีต่อนาที...
รัฐบาล-ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกบนโลกไซเบอร์ ตั้งทีม "ทวิต" แหลกชนิดที่เรียกได้ว่าตอบโต้กันแบบนาทีต่อนาที...
โดย..... ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
บรรยากาศการเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกที่ผ่านมา ระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะฝ่ายค้านและพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลพร้อมพ่วงด้วยพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่ถูกฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งแต่ละรายชื่อของรัฐมนตรีที่ถูกเสนอเข้าประกวดต่างถูกโจมตีไปในทิศทางเดียวกันคือการทุจริตคอรัปชั่น แต่เมื่อเกิดการกล่าวหาก็ต้องมีการแก้ต่าง และเวทีที่ดีที่สุดในการฟอกตัวสำหรับนักการเมืองคงหนีไม่พ้นการใช้สภาผู้แทนราษฎร
ในเมื่อประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาได้ก้าวเข้าสู่โลกดิจิตอล ทำให้แต่ละพรรคต้องเพิ่มช่องทางการสื่อสารไปยังประชาชน และถือได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการการเมืองไทย ที่โลกโชเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกว่าในอดีต
ถึงขนาดที่ค่ายประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตั้งศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ (ศตอ.) ขึ้นมาเพื่อสื่อสารข้อความอันเป็นจริงในมุมตัวเองไปยังประชาชนที่ไม่ได้ติดตามเนื้อหาการอภิปรายได้เข้าใจ
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย (พท.) เองก็ยังตั้งวอร์รูมลักษณะเดียวกัน ขนาดต้องเตรียมไว้ถึง 2 ชุด โดยชุดแรกประจำการ ณ ห้องวิปฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ดูการชี้แจงของรัฐมนตรี หากมีประเด็นใดที่รัฐมนตรีตอบไม่ชัดเจนหรือไม่ตรงประเด็น ก็ให้ส.ส.ที่อยู่ในทีมอภิปรายรัฐมนตรีรายนั้นๆลงมาแถลงข่าว ส่วนอีกชุดเป็นทีมวอร์รูมพรรคคอยทำหน้าที่ทวิตเตอร์ไปยังสมาชิกและฐานเสียงของพรรค เพื่อเป็นการย้ำประเด็นในการอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง
หลังการเปิดศึกซักฟอกอย่างเป็นทางการ โลกโซเชียลการเมืองก็เริ่มโลดแล่น เพราะในเวลา 10.00 น. นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ดีกรีโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคปชป. ได้ทวิตข้อความว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันนี้ ขวัญกำลังใจฝ่ายค้านน่าจะดีขึ้น หลังจากทักษิณโฟนอินมาเป่ากระหม่อมจากดูไบ ถ้าให้เจ๋งกว่านี้ต้องยกเว้นข้อบังคับการประชุมสภา ให้ทักษิณโฟนอินร่วมอภิปรายด้วยดีกว่า เพราะปล่อยให้มิ่งขวัญอภิปรายเดี๋ยวถูกวิจารณ์ว่าหน่อมแน้มอีก
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ดีกรี อดีตผู้ว่ากทม. ต่างก็ทวิตเตอร์ที่มีหัวเรื่องเดียวว่า วันนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจกลายเป็นการประชันวิสัยทัศน์นายกฯ ระหว่าง อภิสิทธิ์ มิ่งขวัญ ข้อความต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน นายกอภิสิทธิ์บอก เลือกตั้งครั้งหน้ากล้าสู้บอกเลยเลือกอภิสิทธิ์เดินหน้าประกันรายได้ฯต่อ เลือกมิ่งขวัญยกเลิกประกันราคา ต่อมาเขียนว่า นายกอภิสิทธิ์บอก เคยมีการบริหารกองทุนน้ำมันติดลบเก้าหมื่นล้าน นายกคนนั้นชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โอ้ววว
บวกกับความได้เปรียบดีกรีความเป็นรัฐบาล แน่นอนว่าย่อมมีกระบอกเสียงมากกว่าหนึ่งที่ใช้สื่อไปยังฐานเสียงตัวเอง โดยทวิตเตอร์ไทยคู่ฟ้า “Thaikhufa” ที่ถูกสร้างขึ้นจากรัฐบาล ก็ได้โพสข้อความรวมถึงรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆของนายกฯและรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายทันทีในแต่ละประเด็น ชนิดที่เรียกว่าถ้าสามารถรายงานเสียงลมหายใจได้ก็คงทำ
ขณะเดียวกันซีกฝ่ายค้านนำทีมโดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ในฐานะกุนซือใหญ่แห่งโลกโซเชียลมีเดียของพรรคเพื่อไทย ก็ลงทำหน้าที่โพสข้อความในแต่ละประเด็นที่มีการอภิปรายเช่นกัน ชนิดที่ว่าทวิตเตอร์รายงานเป็นนาทีต่อนาที แบบไม่ยั้ง เน้นเฉพาะผู้นำรัฐบาลที่ตอบคำถามในลักษณะเชิงกว้างเกินไป รวมถึงการบริหารงานในกระทรวงพาณิชย์เชิงทุจริตทั้งข้าวและน้ำตาล
แต่บุคคลที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญและจับตาคงหนีไม่พ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ ในเวลา 16.24 น. หลังจากนายกรัฐมนตรีชี้แจงนายมิ่งขวัญจบเป็นที่เรียบร้อยว่า ได้ฟังคุณอภิสิทธิ์ตอบคุณมิ่งขวัญในสภาฯแล้วรู้สึกว่าน้องยังเด็กเหลือเกิน นักการเมืองที่ดีต้องพูดความจริงต่อประชาชนครับ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และในเวลาข้อความต่อมา เขียนว่า คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหนี้สาธารณะสมัยผม 42.75% สมัยอภิสิทธิ์ 41.94% ของจีดีพี ข้อเท็จจริงจากสำนักหนี้ฯ 31ธ.ค.49 หนี้สาธารณะ 40.48% ครับและสมัยก่อน จีดีพีเล็กกว่าปัจจุบันเยอะ คิดเป็นตัวเลขแล้วหนี้ปัจจุบันจำนวนตรงๆมากกว่าเยอะ ยิ่งไปกว่านั้นสมัยผมรับหนี้มาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ 2 ก้อนใหญ่ๆ คือ 1.หนี้กองทุนฟื้นฟูที่เกิดจากการขายทรัพย์ที่เอามาจากสถาบันการเงินล้มแบบโง่ๆ ให้กับโกลแมนแซค,เลย์แมนบราเตอร์ และจีอีแคปปิตอลได้ราคาไม่ถึง 20% ของต้นทุนทรัพย์สิน แถมยังช่วยไม่ให้ฝรั่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่างหาก ก้อนนี้เข้าใจว่าประมาณร่วม 700,000 ล้านบาท
2.คือหนี้ที่กู้มาจากมิยาซาว่า เอดีบี เวิลด์แบงก์ และไอเอ็มเอฟ อีกประมาณ 600,000 กว่าล้านบาท ซึ่งหนี้ไอเอ็มเอฟ ประมาณ 400,000 ล้านบาทสมัยผมก็ใช้หนี้ไปหมดแล้ว สรุปคือว่า ตอนผมมาเป็นรัฐบาลรับหนี้สาธารณะมาในขีดอันตรายคือเกือบ 60%ของจีดีพี แต่อยู่ไปก็ทำให้หนี้ลดลงจนอยู่ในเขตที่ปลอดภัย ต่อมาเมื่อจีดีพีสูงขึ้น สัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพีก็ลดลง รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาจึงถือโอกาสกู้เงินเพื่อหวังผลทางการเมืองและคอรัปชั่นจึงทำให้หนี้สูงขึ้นเป็นลำดับ โดยหวังเศรษฐกิจจะดีขึ้น จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้ก็จะลดเอง
แต่การกู้เงินมาแล้วไม่ช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น ประชาชนเดือดร้อน ในที่สุดหนี้ต่อจีดีพีก็จะสูงขึ้นแต่ยังโชคดีที่ส่งออกโดยเฉพาะหมวดรถยนต์ดีโดยความสามารถของเอกชนเลยทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงขึ้นช้าหน่อย
สรุปขอแนะนำว่าให้ยอมรับและบอกว่าจะให้ความสนใจเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นจะใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์กว่านี้ จะปล่อยให้โกงน้อยลง จะไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าและตามมาด้วยการขึ้นราคาแบบนี้อีก จะดูเป็นผู้ใหญ่กว่า ได้รับความเห็นใจกว่า บอกประชาชนไปเลยว่าผมกำลังเรียนรู้งานอยู่ อีกหน่อยผมก็เก่งเองครับ
คงต้องจับจ้องไปที่การอภิปรายอีก 3 วันที่เหลือว่า โลกไซเบอร์การเมืองจะมีความเข้มข้นมากน้อยขนาดไหน







