
บรรหารจับมือเนวินตกเขียวเก้าอี้รัฐมนตรี
มาเร็วเหนือความคาดหมายจริงๆ สำหรับการรวมขั้วทางการเมืองระหว่าง “ชาติไทยพัฒนาภูมิใจไทย”
มาเร็วเหนือความคาดหมายจริงๆ สำหรับการรวมขั้วทางการเมืองระหว่าง “ชาติไทยพัฒนาภูมิใจไทย”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
มาเร็วเหนือความคาดหมายจริงๆ สำหรับการรวมขั้วทางการเมืองระหว่าง “ชาติไทยพัฒนาภูมิใจไทย” เพราะโดยปกติแล้วการประกาศเป็นพันธมิตรกันมักจะเกิดขึ้นหลังแต่ละพรรครับทราบผลการเลือกตั้ง หรือถ้ามีก็จะเป็นแบบไม่เป็นทางการไม่ประกาศต่อสาธารณะอย่างชัดเจนแบบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มี.ค.
เป็นที่น่าขบคิดไม่น้อยทำไม “บรรหารเนวิน” ถึงเลือกจังหวะนี้ในการประกาศจับขั้วการเมือง
ก่อนที่ละครการเมืองฉากนี้จะมาแสดงให้เห็นที่โรงแรมสยามซิตี ภายใต้ชื่อ “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” ทั้งบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้นัดหารือกันมาแล้วหลายครั้งแบบลับเฉพาะไม่ต่างกับการเป็นเขตต้องห้ามของพรรคประชาธิปัตย์
เพราะทั้งสองพรรคนี้ประเมินกันมาตลอดว่าการงัดข้อกับประชาธิปัตย์เป็นไปอย่างลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น และทำให้ทั้งสองพรรคร่วมรัฐบาลไม่เพียงแค่เฉพาะสองพรรคนี้ต้องเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้มาตลอดทั้งๆ ที่เป็นตัวแปรสำคัญให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลและดันก้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในชีวิต
จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นต้องสร้างอำนาจต่อรองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญเพื่อสร้างฐานอำนาจให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ ประโยชน์จะตกอยู่กับสองพรรคนี้มากขึ้นเท่านั้น
เป็นที่มาว่า “บรรหารเนวิน” ต้องจับมือไว้แล้วไปด้วยกันเป็นการประเดิมเพื่อแสดงให้เห็นถึงการสร้างฐานอำนาจต่อรองและหวังสร้างแรงจูงใจให้ สส.พรรคอื่นๆ เข้ามาร่วมก๊วนมากขึ้นในฐานะที่ขั้วการเมืองนี้คุมกลไกอำนาจการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอย่างกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของการเลือกตั้ง
มีการประเมินคร่าวๆ แล้วว่า คะแนนเสียงที่พอจะสร้างอำนาจต่อรองได้มากที่สุดอยู่ 100 เสียงขึ้นไป แบ่งเป็น ภูมิใจไทย 60 เสียง เน้นที่ภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนภาคเหนือภาคกลางก็หวังเป็นบางส่วนไม่ได้เน้นมากนักถ้าเทียบกับภาคอีสาน
ชาติไทยพัฒนา 40 เสียง แน่นอนต้องกวาดพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นจังหวัดบริวารแวดล้อมสุพรรณบุรีให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา เลยไปถึงลพบุรี และ สส.สัดส่วน
ณ นาทีนี้ 100 เสียงขึ้นไปไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายเพราะระบบการเลือกตั้งได้เปลี่ยนไปจากเขตใหญ่เรียงเบอร์มาเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว แม้ว่าจะไม่ใช่สูตร 400+100 ตามที่เคยแสดงความปรารถนาอยากได้เอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยก็เป็นระบบที่ช่วยให้ใช้กลไกอำนาจรัฐในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้ตรงเป้ามากขึ้น
สวนทางกับพรรคเพื่อไทยที่ถูกเฉือนเนื้อออกไปบางส่วนจากระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลง ตรงนี้เองที่จะเป็นโอกาสที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทยใช้ช่วงนี้โกยคะแนนเข้ากระเป๋า ทำให้เป้าหมายสองพรรค 100 เสียงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
100 เสียงที่ว่านี้สามารถสร้างความเป็นไปทางการเมืองได้อย่างมากมาย ด้านหนึ่ง 100 เสียงนี้ถ้าไปจับกับพรรคไหนพรรคนั้นจะได้เป็นรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย
ความซับซ้อนของการเป็นตัวแปรทางการเมืองนี้จะทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถสลัดภาพจากการเป็นคอหอยและลูกกระเดือกจากพรรคประชาธิปัตย์ในทางหนึ่งด้วย
การสลัดตรงนี้ออกมาได้เพื่อปูทางให้การหาเสียงในภาคอีสานทำได้สะดวกมากขึ้น เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้ายังเป็นโอกาสยากที่ประชาธิปัตย์จะเพิ่มแต้มจากการเมืองภูมิภาคนี้ได้
ที่สำคัญการปล่อยให้ “บรรหาร” เป็นแกนนำภายหลังการรวมขั้วการเมืองทั้งสองพรรคจะเป็นโอกาสในการสร้างความชอบธรรมให้กับพรรคภูมิใจไทย สามารถไปร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตด้วยหากประชาธิปัตย์ไปไม่ถึงดวงดาว
ความชอบธรรมของพรรคภูมิใจไทยจะถูกสร้างโดยชายที่ชื่อ “บรรหาร” เพราะภูมิใจไทยจะได้อาศัยติดสอยห้อยตามไปร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยด้วยในฐานะที่บรรหารและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าของพรรคเพื่อไทยยังญาติดีกันอยู่ตามข้อตกลงที่ระบุเอาไว้ในปฏิญญาสยามซิตีเอาไว้ว่า
“ทั้งสองพรรคตกลงให้สัจจะวาจานับแต่นี้จะดำเนินการทางการเมืองร่วมกันมีจุดยืนเดียวกัน และหลังการเลือกตั้งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ทั้งสองพรรคจะตัดสินใจร่วมกัน”
ถอดรหัสแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณให้พรรคเพื่อไทยประหนึ่งถ้าจะซื้อเหล้ายี่ห้อพรรคชาติไทยพัฒนาไปร่วมรัฐบาลต้องพ่วงเบียร์ยี่ห้อภูมิใจไทยไปด้วย
ไม่งั้นจะอดทั้งเหล้าและเบียร์ดับฝันการเป็นรัฐบาลและอาจหันไปรวมกับพรรคประชาธิปัตย์แทนหากสองพรรคการเมืองใหญ่มีคะแนนสูสีกันแบบไม่ทิ้งขาด ถึงเวลานั้นบ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์ 55 ของบรรหารหัวกระไดไม่แห้งแน่นอน
สิ่งที่เกิดขึ้นแบบนี้กลายเป็นผลให้ภูมิใจไทยมีความชอบธรรมในการกลืนน้ำลายตัวเองทั้งที่เดิมเคยประกาศเกลียดเพื่อไทยอย่างกับกิ้งกือไส้เดือนหากมีความจำเป็นต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย
หากเป็นไปตามทฤษฎี 100 เสียง คิดตามสูตร สส. 5 คนต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีเหมือนกับที่สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้เคยวางแนวทางเอาไว้
เท่ากับว่าสองพรรครวมกันจะได้เก้าอี้ไปครองถึง 10 ตำแหน่ง แต่จะได้รับกระทรวงเกรดไหนก็ขึ้นอยู่กับการเจรจา ณ ขณะนั้น แต่เชื่อว่าไม่ขี้เหร่แน่นอน
ปรากฏการณ์สยามซิตีจึงเป็นการประกาศตัวเป็นเจ้าสาวเพื่อรอให้เจ้าบ่าวที่ไม่รู้ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์มาทำการสู่ขอเข้ามาร่วมหอลงโรงตกล่องปล่องชิ้นกันเพื่อเป็นรัฐบาล
ที่สำคัญอำนาจต่อรองของสองพรรคนี้จะสูงทะลุเพดานและสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ+ ได้อย่างไม่ยากนัก เพราะแกนนำรัฐบาลต้องยอมเพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาล ดังนั้น การรวมกันเฉพาะกิจของ “บรรหารเนวิน” จึงได้ทั้งขึ้นและล่องแบบเต็มๆ







