
ยุทธศาสตร์ซักฟอกเหลิม-มิ่งแยกกันเดิน รวมกันตี
เริ่มแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งสุดท้ายในสภาชุดนี้ หลังโหมโรงมานาน ระยะเวลาเดิมที่วิปฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลง
เริ่มแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งสุดท้ายในสภาชุดนี้ หลังโหมโรงมานาน ระยะเวลาเดิมที่วิปฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มแล้วกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอภิสิทธิ์ ครั้งสุดท้ายในสภาชุดนี้ หลังโหมโรงมานาน ระยะเวลาเดิมที่วิปฝ่ายค้านและรัฐบาลตกลง คือ 4 วัน แต่ ชัย ชิดชอบ ประธานสภา เล่นเล่ห์ขอหั่นเหลือ 1 วัน สุดท้ายคาดว่าจะได้เต็ม 4 วันเหมือนเดิม คือ 15-18 มี.ค. ลงมติวันที่ 19 มี.ค. ตรงกับวันชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง
4 วัน รวม 66 ชั่วโมง แยกเป็นฝ่ายค้านอภิปราย 40 ชั่วโมง รัฐบาลชี้แจง 20 ชั่วโมง บวกเวลาประท้วงอีก 6 ชั่วโมง
เมื่อเป็นครั้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทยจึง จัดหนัก กะฝังรัฐบาลลงหลุมก่อนจะถึงวันยุบสภาอีกเดือนกว่า เพราะครั้งนี้มี “ของ” ให้มากกว่าทุกครั้ง จากปัญหาทุจริตที่สะสมมา โดยเฉพาะ 2 ประเด็นที่เชื่อว่าจะเป็นหมัดน็อกรัฐบาล คือ น้ำมันปาล์ม และกรณีดีล “ทรูฮัทช์”
ทีมอภิปรายนำโดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ติวเข้มอภิปรายตัดยอดจนถึงวันนี้เหลือ 36 คน ขุนพลส่วนใหญ่ต้องเข้าห้องเย็นซักซ้อมการอภิปรายตามเวลาจริงต่อหน้าคณะกรรมการระดับเทพ จาตุรนต์ ฉายแสง วราเทพ รัตนากร พงศ์เทพ เทพกาญจนา คอยคุมบท ชี้จุดอ่อน เสริมจุดแข็ง
ส่วน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ทักษิณขอร้องให้มาช่วยอภิปรายเพราะเป็นแม่เหล็กดูดคนฟัง แม้จะกินเกาเหลากับมิ่งขวัญกันมาตลอด ก็จะอภิปรายร่วมด้วย แต่จะไม่ขึ้นตรงกับมิ่งขวัญ โดยจะแยกทีมเดินต่างหาก
เนื้อหาการอภิปรายยังคงแบ่งเป็น 3 กรอบ คือ 1.ประเด็นทุจริต 2.การบริหารงานล้มเหลว ไร้ความสามารถ ผิดกฎหมาย และ 3.ภาคต่อจากเหตุการณ์ชุมนุมพฤษภา 2553
พรรคเพื่อไทยวางแผนไว้เริ่มต้นวันแรกจะเน้นเรื่องทุจริตให้หมดไส้หมดพุง ด้วยเหตุผลที่ว่านี่เป็นเรื่องที่ประชาชนอยากฟังมากที่สุด
เดิมก่อนหน้านี้ฝ่ายเสื้อแดงในพรรคต้องการให้นำเรื่องสลายการชุมนุมมาอภิปรายก่อน แต่กลุ่มมิ่งขวัญเห็นว่าหากจะนำด้วยเรื่องเสื้อแดงคงไม่ดึงดูดคนให้มาดูในช่วงแรก เพราะเป็นเรื่องความขัดแย้งที่หลายคนเบื่อ ไม่อยากฟัง และคงมีเฉพาะกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้นที่ติดตาม ถ้านำเรื่องไม่ดีมานำก่อน ก็อาจเสียของเรื่องต่างๆ ที่เตรียมข้อมูลมาดี ทั้งปัญหาน้ำมันปาล์ม 3จี และกรณีบุหรี่ของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส
ที่สำคัญ การนำเรื่องเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาอภิปราย จะเป็นช่วงที่มีการประท้วงวุ่นวายมาก แกนนำเพื่อไทยจึงจัดอันดับตามเสียงเรียกร้องของประชาชนผ่านสวนดุสิตโพลที่อยากฟังปัญหาสินค้าราคาแพงมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว รองลงมาเป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ตามด้วยความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล ส่วนเรื่องการสลายการชุมนุมให้เป็นเรื่องสุดท้าย
หลังจากมิ่งขวัญกล่าวนำในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรี โดยระบุพฤติกรรมอภิสิทธิ์ไว้ 7 ข้อ คือ 1.มีเจตนาฉ้อฉล เปิดช่องทุจริต ไร้สติปัญญา เป็นบุคคลสองสัญชาติ ไร้วุฒิภาวะการเป็นผู้นำ พูดจาไม่มีสัจจะ 2.จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 3.แสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่ง4.ก่อภาระหนี้สาธารณะสูงสุด 5.ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาปากท้อง 6.ดำเนินนโยบายต่างประเทศผิดพลาด และ 7.ล้มเหลวในการแก้ปัญหาภาคใต้
อาหารจัดหนักจะเริ่มเรื่องที่มีน้ำหนักมากที่สุดของฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านเล็งไว้ที่ ปัญหาน้ำมันปาล์ม โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ จะเป็นผู้นำอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีการกักตุนสินค้า และปั่นราคาน้ำมันปาล์มทำให้ประชาชนเดือดร้อน ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มก๊วนประชาธิปัตย์ มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง
เสร็จจากน้ำมันปาล์มก็จะเป็นคิวถล่มพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และอภิสิทธิ์ เรื่องการทุจริตสินค้าเกษตร ไม่ว่าปัญหาการระบายข้าว มันสำปะหลัง ที่ส่อถึงความไม่โปร่งใส มีเงินตกหล่น
ส่วนวันที่ 23 ต่อเนื่องด้วยเรื่องทุจริตล้วนๆ โดยเฉพาะกรณีดีล “ทรูฮัทช์กสทฯ” หรือการประมูลการสื่อสารระบบ 3จี และการทำสัญญาการให้บริการโทรศัพท์ในระบบ 3จี ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น พุ่งเป้าไปที่ “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.ไอซีที ที่กำกับดูแล กสทฯ ว่าเอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งฝ่ายค้านเชื่อว่านี่จะเป็นหมัดสลบรัฐบาล
ตามด้วย “กรณีบุหรี่ฉาว” ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ตามสำนวนคดีที่ดีเอสไอชงให้ ข้อหาสำแดงราคานำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ทำให้เสียรายได้จากการเก็บภาษี 6.8 หมื่นล้านบาท ข้อมูลนี้ “บิ๊กเหลิม” เป็นคนนำมา แต่จะเปิดเรื่องด้วยทีมงานขุนพลฝั่งธนฯ 23 คน รอให้ “บิ๊กเหลิม” มาฉายสรุปประเด็นอีกครั้งในวันสุดท้ายของการอภิปราย
จากนั้นก็ไล่เรียงเป็นคิวทุจริตต่างๆ ไม่ว่า กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เรื่องปั่นหุ้น องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เรื่องการจ้างบริษัทสื่อ ก่อนจะขย้ำรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยยกก๊วน เริ่มจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในโครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ไม่โปร่งใส ข้อหาทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ โครงการจัดหาบัตรประชาชนแบบสมาร์ตการ์ด “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ข้อหาทุจริตโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อท่าพระ “ศุภชัย โพธิ์สุ” รมช.เกษตรและสหกรณ์ เรื่องปัญหาการถือครองที่ดิน
ส่วนรายของ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนเดียวที่ไม่ถูกอภิปรายเรื่องทุจริต แต่จะถูกอภิปรายเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาล้มเหลว เพื่อไทยอภิปรายติดไว้เป็นกระแส แต่จะไม่เสียเวลากับกษิตเกินไป เพราะเห็นว่าสลบคาเวทีไปแล้ว
ปิดท้ายวันสุดท้ายเรื่องสลายการชุมนุม กรณีที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ตั้งประเด็น คนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เผาศาลากลางจังหวัดไม่ใช่เสื้อแดง แต่เป็นฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่าจะประท้วงกันวุ่นที่สุด โดยเฉพาะปมว่าจะยอมให้เปิดคลิปหรือไม่
สำหรับ “บิ๊กเหลิม” ซึ่งแยกการอภิปราย ไม่เกี่ยวข้องกับมิ่งขวัญ เพราะถือว่าเป็นดาวฤกษ์ดวงสำคัญในพรรค และโพลก็อยากฟังการอภิปรายของเขามากที่สุด เจ้าตัวจะเข้าร่วมอภิปรายในวันสุดท้ายหลังจากปิดคิวเสื้อแดงชี้แจงตอบโต้ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลเสร็จสิ้น โดยจะลงเนื้อหาเรื่อง “บุหรี่” และสรุปปิดอภิปรายเก็บภาพรวมทั้งหมด 4 วัน ก่อนที่มิ่งขวัญจะกล่าวสรุปญัตติซักฟอกอย่างเป็นทางการ
การเตรียมพร้อมของฝ่ายค้านครั้งนี้อยู่ในสภาพที่พรรคเพื่อไทยยังขัดแย้งภายใน มีวอร์รูมแยกถึง 3 ทีม คือ ทีมเฉลิม ทีมมิ่งขวัญ และทีมกลางของพรรค แต่ก็เดินยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน รวมกันตี” แกนนำอย่างมิ่งขวัญ และเฉลิม ต่างต้องการโชว์ผลงานต่อหน้าประชาชนและทักษิณ ถ้าเข้าตาก็จะได้รางวัลไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็รัฐมนตรีเกรดเอครั้งหน้า
ครั้งนี้จึงต้องใส่กันสุดฤทธิ์ เพราะมีโบนัสรออยู่







