posttoday
สึนามิญี่ปุ่น สึนามิเศรษฐกิจโลก?

สึนามิญี่ปุ่น สึนามิเศรษฐกิจโลก?

14 มีนาคม 2554

เป็นที่สุดแห่งความพินาศ ที่สุดแห่งความน่าสะพรึงกลัว และที่สุดแห่งความน่าเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ สำหรับเหตุมหาวิปโยคภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์  

เป็นที่สุดแห่งความพินาศ ที่สุดแห่งความน่าสะพรึงกลัว และที่สุดแห่งความน่าเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ สำหรับเหตุมหาวิปโยคภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์  

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เป็นที่สุดแห่งความพินาศ ที่สุดแห่งความน่าสะพรึงกลัว และที่สุดแห่งความน่าเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ สำหรับเหตุมหาวิปโยคภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ ที่เขย่าขวัญนอกชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ที่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูง 10 เมตรพัดเข้าถล่มเมือง กินพื้นที่ความเสียหายลึกเข้าไปในฝั่งหลายสิบกิโลเมตร และคาดว่าผู้เสียชีวิตอาจจะมีถึงหลักหมื่นคน

สึนามิญี่ปุ่น สึนามิเศรษฐกิจโลก?

บ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมหกรรม รถยนต์ เครื่องบิน และอีกสารพัดสิ่งปลูกสร้างถูกพลังแห่งน้ำซัดไปกองราวกับของเล่นเด็ก ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน แต่ทั่วโลกกำลังเร่งรีบตั้งคำถามกันว่า มหาตภัยสึนามิในครั้งนี้จะฉุดให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะดิ่งลงเหวหนักกว่าเดิม และจะฉุดให้เศรษฐกิจโลกดิ่งลงไปด้วยหรือไม่

อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้เผชิญหน้ากับสึนามิเศรษฐกิจติดต่อกันมานานหลายปีแล้ว ทั้งจากปัญหาการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐที่ครองแชมป์สูงสุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เนื่องจากรายจ่ายมโหฬารกับค่าบำเหน็จบำนาญให้กับคนวัยเกษียณที่กำลังล้นประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นคนญี่ปุ่นยังเก่งเก็บแต่ไม่เก่งใช้ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินฝืดเล่นงานแดนปลาดิบมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นแผลเรื้อรัง

ด้วยปัญหาเหล่านี้ญี่ปุ่นจึงสูญเสียตำแหน่งเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกให้กับจีนไปตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สึนามิเศรษฐกิจยังซัดไปถึงภาคการเมืองที่ทำให้ต้องเปลี่ยนผู้นำกันเป็นว่าเล่นในช่วงไม่กี่ปีด้วย และญี่ปุ่นเพิ่งถูกหั่นอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส มาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ในวันนี้แม้ว่าชาวญี่ปุ่นอาจจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากอีกครั้งหนึ่ง แต่วิกฤตหนนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่รุนแรงตามภาพของคลื่นยักษ์ที่ซัดถล่มก็เป็นได้ และสำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วยแล้ว สึนามิที่เกิดขึ้นกลับส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกในบ้างแง่มุมเสียด้วยซ้ำ

ประการแรก จากข้อเท็จจริงที่ว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ คือที่เมืองเซนได แม้จะเกิดความพังพินาศในทางกายภาพ ตลอดจนเกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนที่ไม่อาจจะประเมินค่าได้ แต่สำหรับพื้นที่ดังกล่าวแทบจะไม่มีบทบาทใดๆ ที่โดดเด่นต่อภาคเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพราะเซนไดไม่ใช่พื้นที่อุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่ที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมหนาแน่นของประเทศ นอกเหนือจากเป็นพื้นที่ไร่นาที่ค่อนข้างแห้งแล้งและหนาวเย็นเท่านั้น

และแม้ว่าในพื้นที่เซนไดจะมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งค่ายรถยนต์ต่างๆ ของญี่ปุ่น คือผู้ที่ได้รับกระทบจากครั้งนี้ ที่กระบวนการผลิตอาจจะชะลอตัวลงหรือชะงักไปบ้างเนื่องจากขาดชิ้นส่วนบางประเภท

อีกทั้งหากมองกันให้ลึกลงไป จะเห็นว่าในทุกวันนี้ภาคการผลิตของญี่ปุ่นไม่ใช่พระเอกของประเทศอีกต่อไปเมื่อเทียบกับศตวรรษที่แล้ว

ลักษณะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นถือว่ามีความคล้ายกับเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ประการหนึ่ง คือ ไม่ได้พึ่งพาภาคการผลิตเป็นสำคัญ โดยภาคการผลิตถือว่ามีสัดส่วนเพียง 20% ของเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศเท่านั้น และในทุกวันนี้ญี่ปุ่นได้ผ่านการพัฒนาสู่การเป็นประเทศที่พึ่งพาภาคบริการ การเงิน และสาธารณสุข ที่กลายเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจโดยรวมมานาน ดังนั้นผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นในภาคการผลิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะไม่กระเทือนต่อเศรษฐกิจในภาคใหญ่ของญี่ปุ่นอย่างภาคบริการและการเงิน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากโศกนาฏกรรมหนนี้อุบัติขึ้นในจีน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมนั้นจะพบกับความสูญเสียมหาศาล เนื่องจากเศรษฐกิจจีนต้องพึ่งพาภาคการผลิตเป็นส่วนใหญ่ของประเทศกว่า 80%

ดังที่ ไมเคิล สมิธกา ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ติดตามเศรษฐกิจมาหลายสิบปี แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน แอนด์ ลี ในสหรัฐ ได้ให้ความเห็นว่า “พื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย แม้จะเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมในภาคการผลิตอยู่บ้าง และแม้ว่าภาคการผลิตของญี่ปุ่นจะยังมีความสำคัญอยู่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้ถือว่าเป็นจุดจบทั้งหมดของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเสียทีเดียว”

ขณะเดียวกันแม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะมีความคล้ายกับเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ภาคการบริการ การเงิน และสาธารณสุข และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าภาคการผลิตดังที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่สำหรับญี่ปุ่นสินค้าที่ผลิตขึ้นกลับไม่ได้พึ่งพาลูกค้าในประเทศเป็นสำคัญเหมือนในสหรัฐ

นั่นหมายความว่า อุปสงค์ หรือความต้องการสินค้าของญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ไม่ใช่จากผู้บริโภคภายในประเทศเหมือนกับสหรัฐ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่ความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดโลกจะลดลงอันเนื่องจากคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้

การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและการแข็งค่าของค่าเงินเยน ที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องแบกภาระต้นทุนภายในประเทศที่สูงขึ้น และรายได้จากการขายสินค้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศเมื่อแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินเยน ที่ทำให้เอกชนญี่ปุ่นได้กำไรน้อยลงดังที่เกิดขึ้นตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในภาพรวมมากกว่าผลกระทบจากสึนามิ และแผ่นดินไหวเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วหลายสิบเท่าตัวนัก

ขณะเดียวกันหากพิจารณาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว วิกฤตในญี่ปุ่นกลับส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไม่น่าเชื่อในบางมุม

แม้ว่าดัชนีหุ้นในเอเชียเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วจะปิดในแดนลบจากภาวะ “ตกใจ” ต่อแผ่นดินไหวและสึนามิที่ถล่มญี่ปุ่นอย่างยับเยิน แต่ปรากฏว่าที่ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐ ซึ่งปิดท้ายสัปดาห์เป็นที่สุดท้ายของโลกกลับกระโดดขึ้นมาปิดตลาดได้ในแดนบวก ทั้งๆ ที่ตลอดทั้งสัปดาห์จมอยู่ในแดนลบทั้งสิ้น และก่อนหน้าสึนามิในญี่ปุ่นเพียง 1 วัน ก็ปิดลบไปถึงกว่า 200 จุด

โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 59.79 จุด หรือ 0.5% ปิดท้ายสัปดาห์ที่แล้ว 12,044.40 จุด

นั่นเป็นเพราะตลาดทุนเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นกับราคาน้ำมันหลังจากที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงในทันทีนับตั้งแต่เกิดมหันตภัยสึนามิในญี่ปุ่น โดยราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์นั้นได้ปิดตลาดลดลง 1.54 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 101.16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งๆ ที่ในระหว่างสัปดาห์ราคาได้ทะยานขึ้นไปเกือบแตะ 106 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปัจจัยลบรุมเร้าจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

เพราะอะไร? แน่นอนว่าความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นจากแผ่นดินไหวและสึนามินั้น แม้ว่าอาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาครวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ทว่าก็อาจจะทำให้เกิดภาวะช็อกและชะงักทางเศรษฐกิจไปไม่มากก็น้อย ซึ่งนั่นหมายความว่าความต้องการน้ำมันในญี่ปุ่นอาจจะลดลงไปด้วย

ในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐ ความต้องการน้ำมันในญี่ปุ่นที่ลดลงได้ช่วยลดความตึงเครียดในตลาดน้ำมันโลกจากวิกฤตในตะวันออกกลางได้ไม่น้อย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงทันที เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ที่ช่วยบรรเทาแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องได้

กระนั้นก็ยังไม่น่าไว้วางใจนัก เมื่อสถานการณ์การประท้วงลุกฮือของประชาชนในตะวันออกกลางกำลังเริ่มลุกลามเข้าสู่ซาอุดีอาระเบีย ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ราคาน้ำมันอาจจะกลับมาปะทุได้อีกในทันทีทันใด

สุดท้ายสำหรับผู้ที่จะต้องเผชิญหน้ากับมรสุมสึนามิครั้งนี้อย่างหนักหนาสาหัส ที่สุดคงหลีกหนีไม่พ้นรัฐบาลญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ที่คะแนนนิยมในตัวผู้นำดิ่งเหวลงต่ำกว่า 20% พร้อมๆ กับเสียงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง อีกทั้งเพียง 1 วันก่อนที่แผ่นดินญี่ปุ่นจะสะเทือน รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นก็ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง จากกรณีอื้อฉาวรับเงินสนับสนุนทางการเมืองจากชาวต่างชาติ

ยิ่งการฟื้นฟูโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เสียหายจากภัยแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิในครั้งนี้ ที่จะต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูอย่างมหาศาลมากเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเก่าที่เรื้อรัง หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว

อันจะเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลกรุงโตเกียว และชายที่ชื่อนาโอโตะ คัง ที่หนักหน่วงมากกว่าแรงสั่นสะเทือน 9 ริกเตอร์ ที่สั่นสะท้านทั่วแผ่นดินอาทิตย์อุทัยไปเมื่อวันศุกร์เสียด้วยซ้ำ

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก