
ผลประโยชน์ลงตัวยุบสภาเลือกตั้งเร็ว
11มี.ค. นับได้ว่าเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญครั้งหนึ่ง ณ นาทีนี้ หลังจากจะมีการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
11มี.ค. นับได้ว่าเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญครั้งหนึ่ง ณ นาทีนี้ หลังจากจะมีการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
11มี.ค. นับได้ว่าเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญครั้งหนึ่ง ณ นาทีนี้ หลังจากจะมีการหารือร่วมกันระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยวาระสำคัญอยู่ที่การหาข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดวันยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่
จะหาวันลงตัวได้หรือไม่ หลังเสร็จสิ้นอาหารกลางวันคงได้รู้กัน
เมื่อมองถึงความพร้อมทั้งรัฐบาลและ กกต.ในสนามเลือกตั้ง นับได้ว่ายังมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะทาง กกต.ที่ได้แสดงท่าทีออกมาแล้วว่าคงยังไม่สามารถดำเนินการจัดการเลือกตั้งได้รวดเร็วอย่างที่รัฐบาลต้องการด้วยเหตุผลทางกฎหมาย
เหตุผลทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคสำคัญของ กกต. มาจากปัญหาการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. 2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ 3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เพราะ กกต.แสดงความต้องการอยากให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายทั้ง 3 ฉบับใหม่ แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขจะกำหนดให้อำนาจ กกต.ในการร่างระเบียบออกมาเพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่ กกต.มองว่าเป็นการให้อำนาจครอบคลุมเพียงกฎหมายเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.เพียงส่วนเดียว
ขณะที่การเลือกตั้งในระบบใหม่ที่เปลี่ยนไปก็มีผลต้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอีก 2 ฉบับที่เหลือด้วย เนื่องจาก พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดให้ขั้นตอนในการส่งผู้สมัคร สส.ระบบสัดส่วน เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.กกต.ก็เกี่ยวข้องในส่วนการกำหนดอำนาจ กกต.กลุ่มเลือกตั้ง สส.สัดส่วน
จากปัญหาที่กฎหมายสองฉบับดังกล่าว ทำให้ กกต.มองว่าต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญใหม่ก่อนถึงจะสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ การตีความลักษณะนี้เป็นผลมาจาก กกต. เกรงว่าหาก กกต.ออกระเบียบเลือกตั้งหรือแก้ไขกฎหมายเพียงฉบับเดียวหลังการเลือกตั้งมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความขึ้นมาจะเป็นปัญหาในทางกฎหมายได้
ไม่เพียงเท่านี้ ในการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่จากเดิม 400 เขต มาเป็น 375 เขตนั้น กกต.ต้องรอกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกาศจำนวนราษฎรปี 2553 ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศออกมา กกต.ได้สอบถามไปยังกรมการปกครองแล้ว หากได้จำนวนของราษฎรแล้ว กกต.จะนำตัวเลขมาคำนวณกับเขตเลือกตั้ง 375 เขตต่อไป หนำซ้ำต้องใช้ระยะเวลาเพื่อแบ่งเขตด้วย
“เจ้าหน้าที่ กกต.กังวลมาก จึงจะทำหนังสือถึงฝ่ายการเมืองถึงปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากสภายังไม่ยุบน่าจะจัดการประชุมร่วมกันสองสภาแก้กฎหมายลูก 3 ฉบับได้ทัน” ท่าทีจาก สดศรี สัตยธรรม กกต.
ในประเด็นเดียวกัน แต่ต่างมุมมองรัฐบาลก็ยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต.ครอบคลุมแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอแก้ไขกฎหมายถึง 3 ฉบับตามที่ กกต.แสดงท่าทีออกมา
มองแบบนี้แล้ว กกต.น่าจะเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า กกต. เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง รัฐบาลในฐานะคนเล่นในสนามน่าจะต้องเชื่อฟังกรรมการมากกว่าที่จะไปดันทุรังแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถมีข้อตกลงร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลจะเลือกใช้แนวทางตามที่ กกต.เสนอ คือการแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ประเมินจากการทำงานของสภาที่ผ่านมา คาดว่าน่าจะทำได้เร็วด้วยการใช้ระบบคณะกรรมาธิการเต็มสภา พิจารณา 3 วาระรวดในวันเดียวโดยไม่จำเป็นต้องผ่านทีละขั้นตอนจากการรับหลักการไปจนถึงให้ความเห็นชอบ
ต้องใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดถึง 30 วัน ยังไม่นับขั้นตอนการพิจารณาของวุฒิสภาอีกที่ไม่รู้ว่าจะกินเวลาไปอีกนานเท่าไหร่
ทางเลือกที่ดีที่สุดของ “อภิสิทธิ์” สำหรับการแก้ไขกฎหมายคงหนีไม่พ้นการแสดงท่าทีออกมาให้ชัดเจนไปเลย ต้องการให้มีการเลือกตั้งเร็วเพื่อให้การเมืองกลับไปสู่จุดเริ่มต้นใหม่ พร้อมกับขอความร่วมมือสภาให้พิจารณา 3 วาระรวด
อย่างน้อยถ้าทำให้ขั้นตอนของสภาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ก็จะมีผลให้วุฒิสภาต้องเร่งให้การพิจารณาผ่านไปโดยเร็วเช่นกัน
ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พิจารณาเรื่องนี้เป็นไปได้เร็ว คือ ฝ่ายการเมือง เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหนก็อยากลงสนามเลือกด้วยกันทั้งนั้น
“ประชาธิปัตย์” ต้องการเลือกตั้งเพื่อลบคำสบประมาทว่าเป็นรัฐบาลจากอำนาจพิเศษ “เพื่อไทย” มีเป้าหมายต้องการกลับสู่อำนาจอีกครั้งหลังจากเว้นวรรคไปถึง 2 ปี ส่วนพรรคขนาดกลางอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง ยังไงก็ต้องการเลือกตั้งเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวแบบนี้แล้ว ก็เหลือเพียงแต่การตัดสินใจของนายกฯ เท่านั้น ว่าจะให้เลือกตั้งเมื่อไหร่
แน่นอนว่าฐานการตัดสินใจของนายกฯ ต้องอยู่บนความได้เปรียบของรัฐบาลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมือง
ดูจากผลิตซ้ำเรื่องวันยุบสภาจากรัฐบาล มักย้ำว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในเดือน มิ.ย. แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่นายกฯ จะประกาศยุบสภาช่วงเดือน พ.ค. เพราะรัฐธรรมนูญให้วันเลือกตั้งอยู่ในระหว่าง 4560 วัน นับตั้งแต่มีการประกาศยุบสภา
ขณะที่ตรวจสอบปฏิทินการเมืองจากนี้ไปจนถึงเดือน พ.ค. มีทั้งการพิจารณางบประมาณประจำปี 2554 การโยกย้ายข้าราชการนอกฤดูปกติ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเหตุการณ์ครบรอบ 1 ปี การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงราชประสงค์
โดยตอนนี้เริ่มมีการวิเคราะห์ว่า นายกฯ อาจตัดสินใจล้างไพ่การเมืองยุบสภาก่อนวันที่ 19 พ.ค. เพื่อตัดตอนคนเสื้อแดงในโอกาสครบรอบ 1 ปี การสลายการชุมนุม เพราะประเมินว่าจะมีการใช้ประเด็นนี้มาทำลายความน่าเชื่อถือของอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม
จังหวะนี้ถ้าอภิสิทธิ์ยุบสภาก็จะได้เกราะคุ้มกันตามกฎหมายเลือกตั้งที่ห้ามใส่ร้าย โดยมีโทษถึงขั้นยุบพรรคการเมือง เป็นผลให้พรรคเพื่อไทยร้อนๆ หนาวๆ เหมือนกันหากบรรดาแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคหลุดปากหรือคะนองปากขึ้นมา
ตรงนี้เป็นทางเลือกของนายกฯ ว่าจะเลือกช่วงไหน เพื่อให้ได้เปรียบมากที่สุดในแบบที่แตกต่างกันออกไป จะมากหรือน้อย เพียงแต่ว่าเมื่อสู่สนามเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรเพื่อชนะใจประชาชนเท่านั้น







