
กรีซกับเครดิตที่เริ่มร่อยหรอภาวะล้มละลายจ่อคอหอย
นับเป็นอีกครั้งที่ “คนป่วยแห่งยุโรป” อย่าง กรีซ ต้องตกที่นั่งลำบากและจวนเจียนจะประสบกับภาวะล้มละลายอีกครา
นับเป็นอีกครั้งที่ “คนป่วยแห่งยุโรป” อย่าง กรีซ ต้องตกที่นั่งลำบากและจวนเจียนจะประสบกับภาวะล้มละลายอีกครา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นับเป็นอีกครั้งที่ “คนป่วยแห่งยุโรป” อย่าง กรีซ ต้องตกที่นั่งลำบากและจวนเจียนจะประสบกับภาวะล้มละลายอีกครา เมื่อ บริษัท Moody’s ลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศนี้ลงมาอยู่ที่ B1 จากระดับเดิมที่ Ba1 หรือปรับลงมาถึง 3 ระดับในคราวเดียว หลังจากที่เมื่อเดือน ม.ค. บริษัทเดียวกันนี้เพิ่งหั่นเครดิตกรีซจนไม่เหลือระดับ Investment หรือระดับที่เหมาะสมกับการลงทุนอีกต่อไป
สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลง เมื่อกรีซยิ่งขาดเงินเข้าคลังแม้จะรัดเข็มขัดงบประมาณภาครัฐจนข้าราชการท้องกิ่ว หรือกระทั่งขึ้นภาษีอย่างหนักถึงขั้น “รีดเลือดจากปู” เงินเข้าคลังก็ยังไม่พอใช้จ่าย
เหลือหนทางเพียง 2 ประการเท่านั้น ที่จะประทังชีวิตแดนแห่งเทพนิยายแห่งนี้ คือ รับความช่วยเหลือจากกองทุนสหภาพยุโรป (EU) มูลค่า 4.4 แสนล้านยูโร และรายได้จากการขายพันธบัตรระยะสั้น
แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะคล้อยหลังเพียงวันเดียว กรีซได้เปิดขายพันธบัตรล็อตใหม่ กวาดรายได้มา 1,625 ล้านยูโร แต่ต้องแลกมาด้วยอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นมาถึง 4.75% เมื่อนักลงทุนเริ่มหวั่นไหวต่ออนาคตการลงทุนกับกรีซ ที่นับวันยิ่ง “สาละวันเตี้ยลง”
การลดระดับความน่าเชื่อถือ ไม่เพียงกระทบกระเทือนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเอกชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเจ้าหนี้ภาครัฐ ทั้งที่เป็นเจ้าหนี้แบบมีพันธะฉันมิตร (EU) และเจ้าหนี้ที่อุดหนุนพันธบัตร โดยหวังผลด้านการลงทุนบางประการ (จีน เป็นต้น)
งานนี้กรีซจึงเต้นเป็นเจ้าเข้า เพราะการลดเครดิตเท่ากับเป็นการทำลายตนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งรายย่อยรายใหญ่
ข่าวการลดระดับความน่าเชื่อถือของกรีซ สร้างความตื่นตะลึงให้กับประชาคมโลกพอสมควร ในช่วงเวลาที่ทุกความสนใจเบนไปที่ราคาน้ำมันโลกที่แพงขึ้นจากความไร้เสถียรภาพในตะวันออกกลาง
ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะประชาคมเศรษฐกิจโลกห่างเหินจากความคืบหน้าในการแก้ไขวิกฤตยุโรปมาเนิ่นนาน อาจกล่าวได้ว่านับตั้งแต่สหภาพยุโรป (EU) มีมติให้กำหนดกลไกแก้ไขวิกฤต หรือ ESM เมื่อเดือน ธ.ค. 2553 รวมถึงการหนุนหลักอย่างเต็มกำลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บรรยากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น
ช่วงเวลาที่คล้ายขาดหายไปจากความสนใจของชาวโลก ยุโรปมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเป็นระยะ อีกทั้งยังมีความสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มอันตรายในระบบเศรษฐกิจโลก
แม้จะตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ลง ฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแก่ใจเตือนท่ามกลางที่ประชุมธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ถึงภยันอันตรายที่ชัดเจนขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ
ที่ ตริเชต์ เป็นห่วงเป็นใยออกปากเตือนนั้นมิใช่ภาวะเงินเฟ้อในยุโรป แต่เป็นปัญหาในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย!
ดูเหมือนว่า บัดนี้วิกฤตยุโรปจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เอเชียอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่วิกฤตการณ์ในยุโรปต้องการความโปร่งใสอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพันธะหนี้สินที่ยุโรปจะต้องจ่ายให้กับเจ้าหนี้ โดยที่ล่าสุด กรีซ ซึ่งถูกปรับลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน มีโอกาสมากขึ้นทุกทีที่จะเบี้ยวหนี้ และเจ้าหนี้รายใหญ่เสี่ยงที่จะพบกับหนี้เสียก้อนบานเบอะ
ถึงจุดนี้แล้ว พึงเข้าใจว่า เจ้าหนี้รายใหญ่ในฐานะผู้ซื้อพันธบัตรของยุโรป คือ จีน
หากจีนมีอันเป็นไปขึ้นมา จะไม่แต่เฉพาะพญามังกรเท่านั้น แต่หมายถึงเอเชียทั้งภูมิภาคจะพลอยสะดุดตามไปด้วย
หากมองในแง่บวก ผู้ว่าฯ ECB อาจไม่ต้องการเห็นเอเชียต้องย่อยยับเพราะวิกฤตเงินเฟ้อ เพราะยุโรปต้องการเกาะเกี่ยวความคึกคักของเอเชียเช่นกัน
แต่ยุโรปจะพึ่งพาแต่เอเชียนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะบัดนี้เราเองยังต้องแบกรับกับปัญหาที่เกี่ยวพันโดยตรงกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด (พลังงาน) และสถานการณ์ในตะวันออกกลางเกี่ยวพันโดยอ้อมกับมหาอำนาจตะวันตก ดังที่ โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบียข่มขู่มิให้ยุโรปและพันธมิตรสหรัฐ (ในฐานะ NATO) ยุ่มย่ามกับปัญหาภายในของตน
หากยุโรปกระโจนเข้าร่วมกินโต๊ะลิเบีย โดยส่งกำลังทางทหารแทรกแซงไม่ทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยมติของ NATO หรือ UN ก็ตาม ราคาต้นทุนเศรษฐกิจของเอเชียจะพุ่งขึ้นทันที และหมายถึงสถานะที่สั่นคลอนจนไม่อาจพยุงยุโรปด้วยการซื้อพันธบัตรได้
อย่างไรก็ตาม ยุโรปย่อมตระหนักในความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเอเชียเป็นอย่างดี และท่าทีของตริเชต์ย่อมสมควรมองเป็นความห่วงใยด้านบวกมากกว่าการตั้งแง่
เพราะถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายตรงข้ามที่แท้จริงของยุโรป คือ สหรัฐ หรือเฉพาะเจาะจงที่สุด คือธุรกิจจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่มีฐานอยู่ในสหรัฐ
ไม่เฉพาะแต่ Moody’s ซึ่งเพิ่งตัดสินใจลดระดับความน่าเชื่อถือของกรีซเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Standard & Poor’s และ Fitch Ratings ทั้ง 3 บริษัท ตกเป็นเป้าการประณามอย่างสาดเสียเทเสียจากกระทรวงการคลังกรีซ
เพราะการลดความน่าเชื่อถือของกรีซ เท่ากับปิดโอกาสในการเชื้อเชิญนักลงทุนให้เข้ามาซื้อพันธบัตรในช่วงเวลาที่คับขันอย่างยิ่ง เพราะกรีซเริ่มเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการรับความช่วยเหลือจาก EU และ IMF
ทั้งนี้ ความช่วยเหลืองวดสุดท้ายจะสิ้นสุดลงในปี 2556
กระทรวงการคลังกรีซถึงกับโจมตีว่า บริษัทจัดอันดับของสหรัฐทั้ง 3 แห่ง มุ่งเล่นงานกรีซเพราะต้องการเรียก “ศรัทธา” คืนจากลูกค้า หลังจากที่ต้องเสียหน้าอย่างหนักที่ไม่อาจทำนายวิกฤตการเงินโลกได้เมื่อปี 2551
นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลที่รัฐบาลกรีซหยิบยกขึ้นมาโจมตีอีกครั้ง คือ บริษัทเหล่านี้ปราศจากความโปร่งใส อาจทำงานโดยมีวาระซ่อนเร้นทางธุรกิจ
ขณะที่ Moody’s ย้ำว่า มีความจำเป็นจะต้องปรับลดความน่าเชื่อถือเอาไว้ก่อน เพราะกรีซยังไม่สามารถสร้าง “ศรัทธา” ให้กับบรรดาเจ้าหนี้ได้ว่าจะปรับโครงสร้างการเงินการคลังของประเทศเช่นไร และจะจ่ายหนี้คืนได้หรือไม่ ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า
หากมองด้วยข้อเท็จจริง จะพบว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินมีเหตุผลสมควรไม่น้อย เพราะตัวเลขคาดการณ์สำหรับปีนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากรีซจะยังเป็นหนี้ในสัดส่วนเกือบ 150% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อีกทั้งอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังจะติดลบอีกถึง 3%
จุดประสงค์ของบริษัท Credit Rating คือชี้แนวทางการลงทุนที่ขาดทุนที่น้อยสุดและได้กำไรมากที่สุด ดังนั้นแม้การลดระดับความน่าเชื่อถือจะส่งผลต่อเสถียรภาพของประเทศหนึ่งๆ แต่ไม่นับเป็นความรับผิดชอบของบริษัทเหล่านี้ ตราบใดที่คำแนะนำไม่ขัดกับจุดประสงค์ของนักลงทุน
ไม่แต่เท่านั้น การลดระดับยังสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ข้างต้น โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) นอกจากนี้ ตลอดทั้งปีที่แล้ว กรีซยังเก็บรายได้เข้าคลังได้เพียง 5.5% จากเป้าหมายที่ 13.7% ยังผลให้ปีนี้ต้องลดเป้าลงมาถึง 2 เท่าตัว มาอยู่ที่ 6% ซึ่งบัดนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้ถึงเป้าที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ปรากฏว่ามีเสียงโต้แย้งจากประชาคมยุโรปแต่อย่างไร เว้นแต่กรีซเพียงลำพัง เพราะคงเห็นพ้องต้องกันในบางประเทศระดับแถวหน้าของกลุ่มแล้วว่า กรีซยังไม่ผ่านเป้าจริงๆ และอาจถึงเวลาต้องปล่อยให้กรีซตระหนักในความล้มเหลวของตนอย่างจริงจังเสียที
แม้กระทั่งตลาดเงินตราต่างประเทศยังมีความเคลื่อนไหวที่แน่นิ่งกับข่าวร้ายของกรีซ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับช่วงแรก (ครั้งก่อนที่ Moody’s ปรับลดระดับกรีซคือเดือน มิ.ย. 2553) ที่ค่าเงินยูโรมีปฏิกิริยาด้านลบอย่างรุนแรง ถึงขั้นเกิดกระแสวิตกไปต่างๆ นานาว่า อาจถึงคราอวสานของเงินสกุลนี้
เยอรมนีในฐานะพี่เบิ้มใน EU ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของกรีซ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย เพราะเยอรมนีบ่ายเบี่ยงที่จะใช้มาตรการ “อุ้ม” ประเทศที่ไร้วินัยทางการเงินการคลัง
เพราะสถานการณ์ใกล้เคียงกับภาษิต “ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง” กรีซ (ปลาเน่า) ล้มเพียงประเทศเดียว แต่อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ กระทั่งกลไก ESM ไม่อาจพยุง Euriozone ทั้งกลุ่มอีกต่อไป
กระทั่งความกังวลของผู้ว่าฯ ECB ที่ไพล่ไปเตือนเอเชียให้ระวังภัยเงินเฟ้อโดยไม่เอ่ยถึงกรีซ ยังแสดงให้เห็นถึง “สาร” บางประการที่กำลังส่งไปถึงประเทศนั้น
ไม่ให้คิดก็คงไม่ได้ เพราะคล้ายกับว่า กรีซกำลังจะถูกลอยแพจาก EU อยู่กลายๆ หากยังไร้ประสิทธิภาพทางการเงินการคลังอยู่ร่ำไป







