posttoday
รัฐอุดหนุนปาล์ม/น้ำตาลแก้ขาดแพง

รัฐอุดหนุนปาล์ม/น้ำตาลแก้ขาดแพง

09 มีนาคม 2554

อุ้มลิตร2.50บาทซื้อในประเทศอุตฯเล็งทำน้ำตาลใส่ถุงขายเอง

อุ้มลิตร2.50บาทซื้อในประเทศอุตฯเล็งทำน้ำตาลใส่ถุงขายเอง

รัฐบาลควักงบอุดหนุนแก้ของแพง บอร์ดปาล์มฯ จ่ายเพิ่มลิตรละ 2.50 บาท ซื้อในประเทศ 4 หมื่นตัน อุตฯ ใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ซื้อโควตา ก. ใส่ถุงขาย

บอร์ดน้ำมันปาล์มเบรกนำเข้า สั่งโรงกลั่นรับซื้อในประเทศเพิ่มอีก 4 หมื่นตันอิงราคามาเลเซีย พร้อมจ่ายเพิ่ม 2.5 บาทต่อลิตร คาดใช้เงินอุ้มอีกไม่เกิน 150 ล้านบาท นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับสิ้นเดือน มี.ค.นี้ จะมีผลผลิตปาล์มสดในประเทศออก 11.5 แสนตัน จึงเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจากต่างประเทศเพิ่มอีก

จากก่อนหน้านี้ล็อตที่ 2 นำเข้า 3 หมื่นตัน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน คาดว่าจะพอใช้บริโภคจนถึง 14 มี.ค.นี้ และตั้งแต่วันที่ 1431 มี.ค. จะกำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจากโรงสกัดในประเทศ 4 หมื่นตัน อิงราคาซื้อขายรายวันของมาเลเซีย โดยรัฐจะอุดหนุนให้ 2.50 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มสดให้ขายได้ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และประชาชนซื้อน้ำมันปาล์มไม่เกินขวดละ 47 บาท ทำให้จ่ายเงินอุดหนุนลดลงจากที่ตั้งไว้ 5 บาท หรือใช้งบอุดหนุนไม่เกิน 150 ล้านบาท

“ถ้าวันนี้ราคาน้ำมันดิบมาเลเซียอยู่ที่ 3637 บาทต่อลิตร รัฐจะจ่ายให้โรงกลั่นเพิ่มอีก 2.5 บาทต่อลิตร ตามหลักฐานที่โรงกลั่นได้สั่งซื้อจากโรงสกัด เท่ากับว่ารัฐจ่ายอุดหนุนน้อยลงจากเดิมประมาณ 5 บาท และคาดว่าจะใช้งบประมาณอุดหนุนไม่เกิน 150 ล้านบาท”นายยรรยง กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ชดเชยน้ำมันปาล์มขวดเล็กที่บรรจุน้อยกว่า 1 ลิตร เพื่อให้เมื่อรวมกันแล้ว ขายไม่เกินราคาลิตรละ 47 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ข้อยุติเกี่ยวกับราคาขายน้ำมันปาล์มขวดเล็ก ที่มีขนาดบรรจุน้อยกว่า 1 ลิตร ว่าเมื่อรวมเป็น 1 ลิตรแล้ว จะต้องมีราคาขายรวมไม่เกิน 47 บาท โดยบอร์ดได้มีมติให้จ่ายชดเชยด้วยเช่นกัน ตามต้นทุนที่เกิดขึ้นตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนครอบครัวเล็กสามารถซื้อน้ำมันขวดเล็กได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป จากที่ผ่านมาผู้ผลิตระบุว่ามีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้ราคาขายขวดเล็ก เมื่อรวมกันเป็น 1 ลิตรแล้วจะมีราคาสูงกว่า 47 บาท

สำหรับการกระจายไปยังช่องทางการขายต่างๆ จะให้ทางกรมการค้าภายในเร่งกระจายให้ทั่วถึง โดยแบ่งเป็นค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ 50% และช่องทางอื่นๆ 50% ซึ่งคงต้องให้ทุกฝ่ายช่วยดูให้เพียงพอต่อความต้องการของทุกพื้นที่

ทางด้านนโยบายเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันบี 2 นั้น ทางกระทรวงพลังงานได้ข้อสรุปว่า จากวันนี้จนถึงสิ้นเดือนมี.ค.นี้ จะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบแยกไขเพื่อผลิตเป็นน้ำมันบี 2 ไม่เกิน 16,500 ตัน โดยจะใช้วิธีการทยอยซื้อ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเช่นที่ผ่านมา

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า หากสถานการณ์การจำหน่ายน้ำตาลบรรจุ ถุง 1 กิโลกรัม ในโมเดิร์นเทรดยังหาซื้อยากอยู่ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนจะให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายนำเงินไปซื้อน้ำตาลโควตา ก. (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) มาบรรจุถุง 1 กิโลกรัม ออกจำหน่ายเองทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เนื่องจากการให้โรงงานน้ำตาลบรรจุถุง 1 กิโลกรัมขาย โดยให้ค่าบรรจุถุง 75 สตางค์ต่อกิโลกรัม ไม่คุ้มทุนที่โรงงานจะผลิต ทำให้โรงงานผลิตน้ำตาลถุงออกมาตามจำนวนที่ทำสัญญาไว้ และไม่ยอมผลิตเพิ่ม แต่ในขณะนี้ได้ขอความร่วมมือให้โรงงานน้ำตาลทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ มิตรผล ไทยรุ่งเรือง วังขนาย และครบุรี ผลิตน้ำตาลถุงเพิ่มขึ้นแล้ว 150% จากจำนวน 105 ล้านถุง เพิ่มเป็น 266 ล้านถุงแล้ว แต่หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะทำเอง เป็นยี่ปั๊วเอง

“กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำตัวเป็นยี่ปั๊วเอง ซื้อน้ำตาลโควตา ก ในราคาหน้าโรงงาน มาบรรจุถุงขายเอง โดยจะกระจายไปทั่วประเทศตามอุตสาหกรรมจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้ประชาชนได้หาซื้อน้ำตาลได้ง่ายขึ้น” นายชัยวุฒิ กล่าว

สำหรับมาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะดูแลปัญหาน้ำตาลขาแคลน ได้แก่ จะเร่งตรวจสอบการลักลอบนำน้ำตาลส่งออกไปต่างประเทศ ให้โรงงานและยี่ปี๊วเร่งกระจายน้ำตาลอย่างเต็มที่ ขอความร่วมมือโรงงานน้ำตาลทำน้ำตาลถุงขายในโมเดิร์นเทรดมากขึ้น และสุดท้ายถ้าปัญหายังไม่คลี่คลายจะทำตัวเป็นผู้กระจายน้ำตาลเอง

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับการโยกย้ายโรงงานน้ำตาลของกลุ่มไทยเอกลักษณ์ ที่ต้องการ ย้ายโรงงานจากจังหวัดอุตรดิตถ์มาตั้งอยู่ที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อรับอ้อยจากสุโขทัย จากการประชุมของคณะกรรมการโยกย้ายโรงงานที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน เห็นว่าโรงงานดังกล่าวไม่ผ่านหลักเกณฑ์ เรื่องระยะทาง เพราะย้ายมาตั้งใกล้กับโรงงานน้ำตาลเดิมที่มีอยู่แล้วไม่เกิน 80 กิโลเมตร ตามที่เกณฑ์ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนด จึงได้แจ้งไปให้ผู้ประกอบการทราบแล้ว

“พาณิชย์” เปิดแผนรับมือทัพสินค้าขึ้นราคา แบ่งสินค้าออกเป็นบัญชี 3 กลุ่ม พร้อมงัด 2 มาตรการตรวจต้นทุนน้ำมันค่าแรง สต๊อก และปริมาณการผลิตรับมือ

นายฉัตรชัย ชูแก้ว ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ (ฝ่ายการเมือง) เปิดเผยว่า รมว.พาณิชย์ สั่งการให้ทำแผนรับมือสินค้าแยก 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มต้นทุนไม่กระทบ 2.สินค้าจับตามองพิเศษ และ 3.สินค้าที่โดนผลกระทบจากน้ำมัน ซึ่งตามแผนจะแบ่งกลุ่มสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรกสินค้าต้นทุนไม่กระทบ มีสัดส่วนประมาณ 80% เป็นสินค้าทั่วไปหรือสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มสองสินค้าจับตามองเป็นพิเศษ มีสัดส่วน 10% ซึ่งได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นเล็กน้อยถึงปานกลาง ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องแบบนักเรียน เครื่องเขียน อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น

กลุ่มสามสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ต้นทุนผลิตสูงขึ้นมาก และปริมาณการผลิตอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค มีสัดส่วน 10% เช่น น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ปุ๋ยยูเรีย นมสด และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรที่มีต้นทุนสูงขึ้น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง

ทั้ง 3 กลุ่ม จะแบ่งแผนการดูแลออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกก่อนที่มาตรการขอความร่วมมือจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มี.ค.นี้ โดยให้กรมการค้าภายในทำการสำรวจปริมาณ กำลังการผลิตของสินค้าทั้งหมด และเข้าไปศึกษาโครงสร้างต้นทุนจากผลกระทบทางตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ระยะสองคือหลังจากหมดมาตรการขอความร่วมมือ หรือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป โดยให้ทำแผนรองรับระยะยาว ด้วยการศึกษาโครงสร้างต้นทุนของการปรับขึ้นค่าแรงงานและต้นทุนอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ