
วิบากกรรมตลาดเกิดใหม่น้ำมัน-เงินเฟ้อรุมบีบทุนไหลออก
ภาวะขึ้นลงตามวัฏจักรถือเป็นเรื่องปกติตามวิสัยเศรษฐกิจ เพราะเมื่อขึ้นสูงมากก็ยิ่งลงเร็วมากเป็นเงาตามตัว
ภาวะขึ้นลงตามวัฏจักรถือเป็นเรื่องปกติตามวิสัยเศรษฐกิจ เพราะเมื่อขึ้นสูงมากก็ยิ่งลงเร็วมากเป็นเงาตามตัว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ภาวะขึ้นลงตามวัฏจักรถือเป็นเรื่องปกติตามวิสัยเศรษฐกิจ เพราะเมื่อขึ้นสูงมากก็ยิ่งลงเร็วมากเป็นเงาตามตัว ภาวะที่กระแสทุนนอกเริ่มทยอยไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เช่นกัน ถือเป็นปกติวิสัยของการลงทุนตามสภาวการณ์ที่เหมาะสม
ขณะนี้เอเชียเริ่มไม่เหมาะจะเป็นเป้าหมายการลงทุนเสียแล้ว เพราะปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง บวกกับความพยายามของภาครัฐที่กีดกันทุนนอกอย่างแข็งกร้าว ด้วยเหตุผลเหล่านี้เพียงพอแล้วที่จะทำให้วัฏจักรการขยายตัวของตลาดเกิดใหม่ซบเซาลงอีกครั้ง
แต่เอเชียพบกับกระแสเข้าออกของทุนรวดเร็วจนเกินไป ทั้งยังก่อภาระอันหนักอึ้งให้กับนานาประเทศ โดยที่เจ้าของทุนเหล่านี้เพียงมาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แล้วก็ไป ทิ้งไว้เพียงผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์
ผลปรากฏว่าช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.พ. ต่อช่วงสัปดาห์แรกของเดือน มี.ค. ทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เป็นเม็ดเงินสูงถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการถอนทุนครั้งมโหฬารที่สุดในรอบกว่า 3 ปี
สวนทางกับเมื่อปีที่แล้วที่กระแสทุนไหลทะลักเข้ามาถึง 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเริ่มหมดสิ้นความสนใจในตลาดเกิดใหม่ย่อมเป็นปัจจัยเดิม นั่นคือ ปัญหาเงินเฟ้อ แต่เงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชียมิได้ปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ขึ้นอย่างพรวดพราด โดยที่หลายประเทศ (แม้แต่ประเทศที่ประมาทกับเรื่องนี้น้อยที่สุด) ยังไม่ทันวางมาตรการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
นอกเหนือจากภาวะขาดแคลนอาหารและสินค้าจำเป็น อีกปัจจัยสำคัญมาจากเหตุจลาจลและการลุกฮือต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกกลาง ยังผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ที่กำลังหิวกระหายพลังงาน เพื่อนำมาป้อนเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต
ขณะนี้วิกฤตการณ์ในลิเบียส่อเค้าจะกลายเป็นสงครามกลางเมืองยืดเยื้อและดุเดือด บวกกับกระแสลุกฮือที่คุกรุ่นในซาอุดีอาระเบีย ยังผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานเหนือระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สถานการณ์อาจไม่เลวร้ายนัก หากเปรียบเทียบราคาน้ำมันในระดับนี้กับช่วงปี 2551 ซึ่งครั้งนั้นราคาน้ำมันดีดขึ้นมาเหนือระดับ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แต่แท้จริงแล้วเงื่อนไขในช่วงปีนั้นกับขณะนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน เพราะช่วงปี 2551ราคาน้ำมันปรับขึ้นมาเพราะความต้องการอย่างมหาศาลจากจีน รวมถึงกระแสเก็งกำไรอย่างหนัก แต่เมื่อจีนชะลอฝีจักรลงตามทิศทางเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และกระแสเก็งกำไรที่ดับวูบลงทันทีทันใด ราคาน้ำมันจึงปรับลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้ความเป็นจริงอีกครั้ง
ในปีนี้ราคาน้ำมันแพงขึ้นโดยมีเหตุผลหนักแน่นกว่าการเก็งกำไร กระทั่งเกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจบานปลายไปกระทบมหาอำนาจน้ำมันที่ยังไม่เผชิญกับการลุกฮือของประชาชน อันได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้นยากที่จะพยากรณ์ได้อย่างเที่ยงตรงอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ กูรูหลายสำนักไม่คาดคิดว่า การจลาจลในตูนิเซียจะลุกลามไปถึงตะวันออกกลางทั้งแถบ จึงไม่มีรายใดเตือนให้ระมัดระวังผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำมัน แต่แล้วเหตุการณ์กลับขยายวงลุกลามไปทั่วสารทิศ
ย้อนกลับไปช่วงต้นเดือน ก.พ. นักวิเคราะห์จากบริษัทต่างๆ เชื่อว่า ราคาน้ำมันจะดีดขึ้นมาถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากวิกฤตในอียิปต์จะส่งผลต่อการขนถ่ายน้ำมันผ่านคลองสุเอซ (ทั้งนี้ราคาน้ำมันโลกยังไม่เคยทะลุหลัก 150 เหรียญสหรัฐ) และเชื่อกันว่ากระแสจลาจลจะระเบิดขึ้นในซาอุดีอาระเบียในที่สุด
ขณะที่ ซิตี้กรุ๊ป ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบจากแหล่งเบรนต์ตลอดทั้งปีนี้ จาก 90 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า เหตุจลาจลจะไม่ลามไปติดถึงซาอุดีอาระเบีย (ขณะนี้ราคาน้ำมันแหล่งเบรนต์กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 117 เหรียญสหรัฐแล้ว)
จะเห็นได้ว่าทัศนะของนักวิเคราะห์ด้านพลังงานมีความขัดแย้งกันเองสูงมาก ทั้งตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันและแนวโน้มที่ซาอุดีอาระเบียจะเป็นสมรภูมิความขัดแย้งแห่งต่อไป
ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางเป็นสิ่งที่ประมาทไม่ได้ เพราะถึงขั้นที่ทำเนียบขาวของสหรัฐแถลงแล้วว่า อาจมีการเปิดคลังน้ำมันสำรองมาใช้ในกรณีที่จำเป็น ซึ่งต้องไม่ลืมว่าสหรัฐถือเป็นมหามิตรของซาอุดีอาระเบีย การตัดสินใจตั้งรับเช่นนี้น่าจะสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของสหรัฐต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้เป็นอย่างดี
ขณะนี้กูรูหลายรายยืนยันว่า ราคาน้ำมันเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะไม่ดึงให้สหรัฐหวนคืนสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนอย่างแน่นอน
ทว่าทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐอันอ่อนระโหยไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่ากับอนาคตที่เริ่มสั่นคลอนของตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชียที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนเกิน 50% และบางประเทศพึ่งพาในสัดส่วนสูงกว่า 80%
นอกเหนือจากกระแสทุนไหลออกแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ บรรดานักลงทุนชั้นนำยังออกปากเตือนตลาดเกิดใหม่ ให้ทบทวนการใช้นโยบายการเงินแบบรัดกุมให้ถี่ถ้วน เพราะแม้นโยบายดังกล่าวจะช่วยเยียวยาปัญหาเงินเฟ้อ แต่ขณะเดียวกันจะทำให้นักลงทุนเผ่นหนี
บรูซ แคนสแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ เจ.พี. มอร์แกน เชส เตือนว่า หากธนาคารกลางของตลาดเกิดใหม่ยังคงตรึงติดกับนโยบายการเงินแบบรัดกุมในช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งอาจยังผลให้เกิดปรากฏการณ์เทขายพันธบัตรครั้งใหญ่ทั่วโลก ดังที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2537
สาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้น เนื่องด้วยตลาดเกิดใหม่เริ่มซบเซาเพราะปัญหาเงินเฟ้อและนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่สหรัฐและยุโรปเริ่มฟื้นตัวจึงเริ่มใช้มาตรการขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน
สิ่งที่แคนสแมน กล่าวเตือนอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้ทุกประการ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่า คือพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่เริ่มเสื่อมราศีลง เนื่องจากนักลงทุนเห็นว่า รัฐบาลของประเทศกลุ่มนี้แก้ปัญหาเงินเฟ้อล่าช้าจนเกินการณ์ และในเวลาเดียวกันนั้นนักลงทุนกลับเชื่อว่าสหรัฐจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอย่างฉับพลัน
เคราะห์กรรมซ้ำซ้อนจากปัญหาในตะวันออกกลางที่ชิ่งมากระทบอีกต่อหนึ่ง คือภาระของรัฐบาลต่างๆ ที่จะต้องอุ้มราคาสินค้าในช่วงเวลาที่รายได้เข้าประเทศเริ่มหดหายลง
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ มาเลเซียที่ต้องอุดหนุนราคาน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2551 ภาระของรัฐบาลมาเลเซียนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งด้วยเหตุผลด้านหน้าที่ความรับผิดชอบและเหตุผลด้านการเมือง เพราะการอุดหนุนราคาน้ำมันล่าช้าเกินไปมิหนำซ้ำยังประกาศหั่นงบประมาณอุดหนุนในด้านนี้ ได้ก่อให้เกิดจลาจลขนาดย่อมๆ ไปทั่วประเทศ อีกทั้งยังทำให้พรรครัฐบาลต้องประสบกับความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี
ไม่เฉพาะแต่มาเลเซียเท่านั้น แม้แต่ประเทศที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงยังต้องใช้นโยบายทุ่มงบประมาณเพื่ออุดหนุนราคาสินค้าและบริการไม่ให้สูงเกินไป
รัฐบาลฮ่องกงที่กำลังปวดเศียรเวียนเกล้ากับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนฉ่า ประกาศมาตรการลดค่าไฟฟ้าและค่าเช่าบ้านเมื่อเดือน ก.พ. รวมถึงเพิ่มเงินบำนาญคนชราอีก 770 เหรียญสหรัฐ
ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มงบประมาณก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ด้วยเม็ดเงินกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนแรกจะเจียดให้โดยตรงแก่ผู้ที่มีรายได้น้อย อีกส่วนจะใช้อุดหนุนมาตรการลดและคืนภาษีให้กับชนชั้นกลาง
ทั้งนี้ ฮ่องกงและสิงคโปร์ล้วนแต่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเกือบ 100% การอัดงบประมาณเพื่อช่วยประชาชนสู้เงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้
แต่มาเลเซียนั้นผลิตน้ำมันได้มากถึง 6.9 แสนบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าไทย จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจเลี่ยงมาตรการอุ้มราคาน้ำมันได้ แสดงให้เห็นถึงความหนักหนาของวิกฤตราคาน้ำมันที่ระเบิดขึ้นจากกระแสความโกรธเกรี้ยวของชาวตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
ในห้วงเวลาเช่นนี้รัฐบาลในเอเชียคงไม่มีทางเลือกอื่นมากนักในยุคน้ำมันแพง นอกจากใช้นโยบายประชานิยมสะกดอัตราเงินเฟ้อและเรียกคะแนนนิยมคืนมา ในเวลาที่ราคาอาหารและพลังงานบดขยี้ความศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลจนป่นปี้
พร้อมๆ กับที่ความนิยมในหมู่นักลงทุนต่อภูมิภาคนี้เริ่มกลับถอยอย่างไม่ทันตั้งตัว







