
ฟื้นกรรมฐาน-ฟื้นศรัทธาของสังคม
คลื่นมหาชนนับแสนที่หลั่งไหลไปวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ในแต่ละวันนับตั้งแต่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละขันธ์ กับทองคำและเงินจำนวนมหาศาลที่สาธุชนพร้อมใจกันถวายเมื่อครั้งที่ท่านออกมาบิณฑบาตช่วยชาตินั้น สะท้อนชัดว่า การฟื้นคืนของวงศ์พระกรรมฐานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 ที่ท่านพันธุโล ดี เป็นผู้ลงเสาก่อตั้งวัดสุปัฏนาราม ที่เมืองอุบลราชธานี อันเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในภาคอีสานต่อเนื่องมายังพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และสืบมาถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ในปัจจุบันนั้น ได้ก่อคุณูปการให้กับสังคมไทยอย่างน้อย 2 ประการ
คลื่นมหาชนนับแสนที่หลั่งไหลไปวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ในแต่ละวันนับตั้งแต่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละขันธ์ กับทองคำและเงินจำนวนมหาศาลที่สาธุชนพร้อมใจกันถวายเมื่อครั้งที่ท่านออกมาบิณฑบาตช่วยชาตินั้น สะท้อนชัดว่า การฟื้นคืนของวงศ์พระกรรมฐานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 ที่ท่านพันธุโล ดี เป็นผู้ลงเสาก่อตั้งวัดสุปัฏนาราม ที่เมืองอุบลราชธานี อันเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในภาคอีสานต่อเนื่องมายังพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และสืบมาถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ในปัจจุบันนั้น ได้ก่อคุณูปการให้กับสังคมไทยอย่างน้อย 2 ประการ
1.การเกิดขึ้นของพระกรรมฐานได้ ปฏิวัติความคิด พลิกความเชื่อ เปลี่ยนโฉมพระพุทธศาสนาไปจากในสมัยโบราณ จากเดิมที่การฝึกปฏิบัติกรรมฐาน และมรรคผลนิพพานเป็นเรื่องของนิทานปรัมปรา ได้กลายเป็นเรื่องที่มองเห็นได้จริงจากพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง รวมทั้งได้เผยแผ่คำสอนและการฝึกปฏิบัตินั้นออกไปอย่างกว้างขวางเกื้อหนุนให้ลูกศิษย์อีกมากมายเดินข้ามไปสู่มรรคผลได้สำเร็จ
มิเพียงแค่นั้น การก่อตั้งวงศ์พระธรรมยุตในภาคอีสานของท่านพันธุโล ดี ยังทำให้เกิดการปฏิวัติความเชื่อของชาวอีสานครั้งใหญ่ จากที่เคยเชื่อเรื่องผี หรือการเฝ้าอธิษฐานให้เกิดใหม่ในยุคพระศรีอาริย์ที่เชื่อกันว่าจะมีแต่ความสะดวกสบายนั้น ได้เปลี่ยนความเชื่อมาสู่การเดินหน้าปฏิบัติธรรมเพื่อนำไปสู่มรรคผลนิพพาน
2.คำสอนและการปฏิบัติของพ่อแม่ครูอาจารย์ในสายกรรมฐานได้ก่อให้เกิด ความศรัทธา ในการปฏิบัติภาวนาเพื่อบรรลุมรรคผลขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างมีให้เห็นชัดจากคำพูด คำสอนของหลวงตามหาบัวที่ระบุชัดว่า ท่านทำจริง รู้จริง และเห็นจริงในมรรคผลนิพพานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ได้จูงใจให้ผู้คนจำนวนมากหันมาเริ่มต้นศึกษาและปฏิบัติธรรมตามมาอีกนับไม่ถ้วน
ที่สำคัญความศรัทธาที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่การร่วมเสียสละทำทานของผู้คนในสังคมช่วยยกประเทศให้พ้นจากปัญหา ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากบาตรของหลวงตามหาบัวที่เต็มไปด้วยแก้วแหวนเงินทองจากผู้คนทั่วประเทศในโครงการช่วยชาติ
หากจะแยกสาแหรกวงศ์พระกรรมฐานอีสาน เพื่อจะได้เห็นเส้นทางของพ่อแม่ครูอาจารย์และการฟื้นคืนของวิปัสสนาธุระในสังคมไทย ก็พอจะแบ่งได้ราว 5 ยุค นั่นคือ ยุคแรก ที่นำโดย ท่านพันธุโล ดี ซึ่งได้สร้างวัดสุปัฏนารามอันเป็นหลักไมล์แรกของการแบ่งแยกขยายวงพระกรรมฐานในอีสาน ยุคสอง ของ พระเทวธัมมี ม้าว ที่ได้มีการขยายตัวของวัดธรรมยุตออกไปอีก 6 วัด ยุคสาม เจ้าคุณพระอริยกวี เจ้าคุณอุบาลี (สิริจันโท จันทร์) ที่มีการจัดระเบียบสงฆ์ภาคอีสานครั้งสำคัญ ยุคสี่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่ก่อเกิดกองทัพพระกรรมฐานและพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สำคัญที่ได้ออกเดินทางไปเผยแผ่ธรรมะและการปฏิบัติภาวนาทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
เช่นเดียวกับ ยุคที่ห้า ที่นำโดยศิษย์ของพระอาจารย์มั่นอย่าง หลวงตามหาบัว ที่ยังคงสืบ “อริยประเพณี” ที่ว่าด้วยวิถีแห่งพระกรรมฐาน ที่หลวงตามหาบัวได้นิยามความหมายของ กรรมฐานหมาย เอาไว้ว่า เป็นที่ตั้งของการงาน โดย “งาน” ในที่นี้ก็คือการเพิกถอนอวิชชาความไม่รู้ออกไปจากจิตใจ
หรือความเรียบง่ายสันโดษ หลวงตามหาบัวก็สืบต่อวิถีจากพระอาจารย์มั่นมาปฏิบัติให้ชนรุ่นหลังได้เห็น ไล่เรียงมาตั้งแต่กุฏิที่ท่านจำพรรษา ซึ่งเป็นเพียงกุฏิไม้หลังคามุงจากธรรมดา โดยที่ผ่านมาแม้จะมีลูกศิษย์ขออนุญาตขยายต่อเติม แต่ท่านก็ไม่ยอม จนกระทั่งเมื่อ 45 ปีที่ผ่านมา ท่านจึงอนุญาตให้ซ่อมแซมและขยายเพียงเล็กน้อยหลังคณะศิษย์ขออนุญาต เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการรักษาธาตุขันธ์
อีกประการสำคัญคือ การสืบ “อริยวงศ์” นั่นคือ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในสายกรรมฐานที่จะเป็นหน่อเนื้อในการขยายธรรมคำสอนและการปฏิบัติต่อไปนั้นในยุคของหลวงตามหาบัวก็มีไม่น้อย
ว่ากันว่านับตั้งแต่หลวงตามหาบัวมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด มีผู้ “สำเร็จ” จากคำสอนของท่านนับร้อยรูป หรือแม้แต่ฆราวาสที่มาปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรม เท่าที่ปรากฏอยู่ในสารบบก็มีกว่า 20-30 คน ซึ่งมีทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ จนทำให้เรื่องราวของพระกรรมฐานและการปฏิบัติภาวนาถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษแพร่หลายออกไปทั่วโลก







