
โอท็อปรากหญ้าทำใจ ภัยแล้ง-ปาล์มแพง-น้ำตาลขาด
“หากเลิกกลุ่มและกลับไปยึดอาชีพทำนาตามเดิมก็คงอดตายอีก เพราะมีแต่ที่ดิน แต่รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ ประกาศห้ามทำนาปรังเพราะไม่มีน้ำ เมื่อจนแต้มในชีวิตแบบนี้จึงไม่รู้จะทำอย่างไรในชีวิต”
“หากเลิกกลุ่มและกลับไปยึดอาชีพทำนาตามเดิมก็คงอดตายอีก เพราะมีแต่ที่ดิน แต่รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ ประกาศห้ามทำนาปรังเพราะไม่มีน้ำ เมื่อจนแต้มในชีวิตแบบนี้จึงไม่รู้จะทำอย่างไรในชีวิต”
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
“หากเลิกกลุ่มและกลับไปยึดอาชีพทำนาตามเดิมก็คงอดตายอีก เพราะมีแต่ที่ดิน แต่รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรน้ำให้ทำนาได้ ประกาศห้ามทำนาปรังเพราะไม่มีน้ำ เมื่อจนแต้มในชีวิตแบบนี้จึงไม่รู้จะทำอย่างไรในชีวิต”
ถ้อยคำตัดพ้อโชคชะตาของ นางกำไล โปร่งทอง ประธานกลุ่มแม่บ้าน ต.บ้านเกาะ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งบอกเล่าถึงสมาชิกกลุ่มทำขนมไทยกว่า 20 ครัวเรือน ที่กำลังจะเลิกอาชีพที่ทำกันมานานจนได้รางวัลสินค้าโอท็อประดับ 4 ดาว อาชีพที่เพิ่มรายได้แก่สมาชิกของกลุ่ม จากสาเหตุเพราะต้นทุนแพงขึ้นเกิน 100% แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขนมที่ส่งขายได้
คำตัดพ้อของป้ากำไลไม่ต่างจากผู้ผลิตสินค้าโอท็อปอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องทนแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งน้ำมันปาล์มที่ขาดแคลน และล่าสุดนำตาลทรายก็ยังขาดตลาดและปรับราคาสูงขึ้น
แม้กลุ่มสินค้าโอท็อปทั่วประเทศจะมีรายได้รวมต่อปีไม่ใช่วงเงินจำนวนมาก หรือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ก็เป็นรายได้ที่สำคัญของชุมชนของผู้คนรากหญ้า แม้จะรู้ว่าต้นทุนแพง แต่การขยับราคาจะทำให้ลูกค้าไม่ซื้อ ยอดขายลดลง เมื่อทางเลือกมีไม่มาก ก็จำใจกัดฟันอดทนทำไปด้วยความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในไม่ช้า แต่ความหวังก็ยังห่างไกล ขณะที่ปัญหาเฉพาะหน้าหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ
“ขณะนี้ทราบว่าราคาสินค้าอีกหลายอย่างจะแพงขึ้นไปอีก และหาซื้อยากขึ้นไปอีกมาก นอกจากน้ำตาลแล้ว แป้งทำขนมชนิดต่างๆ ก็ราคาแพงขึ้นอีกเท่าตัว ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ก็แพงขึ้นมากเช่นกัน ปัญหาหนักมากสำหรับกลุ่มอาชีพเล็กๆ ที่ไม่มีเงินทุนพอที่จะมาซื้อวัตถุดิบเหล่านี้สำรองหรือกักตุนไว้ได้” ป้ากำไลบอกถึงปัญหาต้นทุนสินค้าขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางธันยาพร วงศ์สิงห์งาม เจ้าของร้านป้าเย็น หนึ่งในกลุ่มอาชีพจำหน่ายกล้วยอบเนยและผลิตภัณฑ์แปรรูปเกษตรบ้านหนองตูม ต.หนองตูม อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สินค้าโอท็อปขึ้นชื่อระดับประเทศมากว่า 30 ปี ก็ประสบปัญหาอย่างหนัก เพราะทั้งน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอด กับวัตถุดิบทั้งกล้วย เผือก มัน ฟักทอง แป้ง น้ำตาล และมะพร้าว ต่างมีราคาสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2553 ขณะที่ยอดขายนั้นลดลงจนน่าใจหาย จาก 100 ตอนนี้เหลือไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบบนี้ทุกราย
“ต้นทุนสูงขึ้นก็ต้องขายแพงตาม คนไม่อยากซื้อ ต้องทำใจอย่างเดียว หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ก็อาจทำให้กลุ่มแปรรูปเกษตรต้องเลิกอาชีพจำนวนไม่น้อย เพราะทำแล้วไม่เหลือกำไร”
เช่นเดียวกับ นายจำนง สวนใหญ่ หรือลุงตี๋หนังหมูกรอบ ผู้ประกอบการทำหนังหมูกรอบ หรือแคบหมู ของฝากขึ้นชื่อของเมืองน่าน ก็ประสบปัญหาอย่างหนักจากปัญหาน้ำมันปาล์มราคาแพงและขาดแคลน เพราะการทอดแคบหมูให้หอม กรอบ อร่อย ต้องใช้น้ำมันปาล์มในการทอดปริมาณมาก และไม่ใช้น้ำมันเก่าทอดซ้ำ แม้ตอนนี้แคบหมูจะยังมีจำหน่ายในตลาด และยังขายในราคาเดิมคือที่กิโลกรัมละ 220250 บาท แต่พ่อค้าแม่ค้าหลายคนก็มีแนวโน้มเตรียมปรับราคาแคบหมู หากราคาน้ำมันปาล์มยังสูงและขาดแคลน
“จากเคยทอดหนังหมูวันละ 20 กิโลกรัม ก็ลดปริมาณลงเนื่องจากไม่มีน้ำมันทอด เหลือเพียงวันละ 10 กิโลกรัม และส่งขายให้กับลูกค้าเจ้าประจำหมุนเวียนกันไป ทำให้รายได้หายไปกว่าครึ่ง ขณะนี้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการขอแบ่งซื้อน้ำมันปาล์ม ทำให้ต้องซื้อแพงขึ้นถึงหีบละ 660 บาท เพื่อที่จะได้มีน้ำมันปาล์มใช้การในการทอดหนังหมู ไม่เช่นนั้นครอบครัวก็จะขาดรายได้” ลุงตี๋เล่าถึงการปรับตัวเพื่อรักษาอาชีพ และรักษารายได้เลี้ยงครอบครัว
ขณะที่นางศรีธร อินนา ผู้จัดการกลุ่มแปรรูปขนมบ้านห้วยแก้ว ต.น้ำปั้ว อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ผลิตขนมซี่และข้าวแต๋น ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปที่ต้องใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนหลักในการแปรรูป ก็ต้องปรับระบบการผลิต
“ขณะนี้ผลิตแต่ละวันเพื่อส่งป้อนร้านค้ารายใหญ่ๆ เท่านั้น สำหรับร้านค้ารายปลีกย่อย ต่างอำเภอ ต้องของดการส่งสินค้าชั่วคราวก่อน ส่วนการจะใช้น้ำมันรำข้าวและน้ำมันถั่วเหลืองทดแทนน้ำมันปาล์มนั้น ก็จะส่งผลต่อคุณภาพของสินค้า เพราะทำให้สินค้ามีอายุสั้นเก็บรักษาไว้ไม่ได้นาน ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มได้ปรับตัวโดยลดปริมาณการผลิตต่อวัน และปรับลดปริมาณการบรรจุหีบห่อ รวมทั้งค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพื่อพยายามลดต้นทุนการผลิต”
ในภาวะเช่นนี้ การขยับราคาสินค้าขึ้นตามวัตถุดิบเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผู้ประกอบการโอท็อปทุกกลุ่มจะเลือกเป็นหนทางสุดท้าย การปรับตัวพยุงกิจการเอาไว้ด้วยความหวังว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายโดยเร็ว น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้







