
บัญชีดำสั่งลา มหากาพย์ซักฟอก
ทุ่มหมดหน้าตัก !!! กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่รับหน้าที่มาบัญชาการคุมการอภิปรายฯ ในลีลาใหม่
ทุ่มหมดหน้าตัก !!! กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่รับหน้าที่มาบัญชาการคุมการอภิปรายฯ ในลีลาใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทุ่มหมดหน้าตัก !!! กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่รับหน้าที่มาบัญชาการคุมการอภิปรายฯ ในลีลาใหม่
การพุ่งเป้าซักฟอก 1 นายกฯ 9 รัฐมนตรี เจาะจงแค่ “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย”
เป็นปฏิบัติการมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของคู่แข่งการเมือง
เมื่อทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ล้วนเป็นคู่รักคู่แค้นกับ “เพื่อไทย” ที่มี “ความหลัง” กันมายาวนาน จนโอกาสที่จะหวนกลับมาจับมือจัดตั้งรัฐบาลรอบหน้ายากเต็มที
เวทีซักฟอกครั้งนี้จึงจำเป็นที่ “เพื่อไทย” ต้องปล่อยหมดแม็กแบบไม่มียั้ง เดินหน้าทำลายคู่แข่งทั้งประชาธิปัตย์ ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญที่จะแย่งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลครั้งหน้า และ ภูมิใจไทย คู่แข่งชิงดำในหลายพื้นที่ภาคอีสาน
ไม่แปลกที่ไม่เห็นรัฐมนตรีในพรรคอื่นๆ เช่น ชาติไทยพัฒนา รวมชาติพัฒนา เพื่อแผ่นดิน ติดร่างแหขึ้นลิสต์ศึกซักฟอก เมื่อเพื่อไทยเองก็ไม่ต้องการสร้างศัตรูรอบด้าน แต่ต้องการเสียงสนับสนุนเปิดทางไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้เป็นอะไหล่ตั้งรัฐบาล กับผลการเลือกตั้งที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
โค้งสุดท้ายก่อนการยุบสภา จึงถือเป็นจังหวะเหมาะกับการ “ตีหัวเข้าบ้าน” ทิ้งบาดแผลให้คู่แข่งผ่านเวทีสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ แถมยังเป็น “หัวเชื้อ” ให้กระบวนการเคลื่อนไหวนอกสภาจากเสื้อแดงเดินเกม ป่าล้อมเมือง และโลกล้อมไทย ที่ทักษิณ ชินวัตรใช้อยู่ นำขยายผลต่อไป
จับทิศทางการอภิปรายฯ เที่ยวนี้ผ่านกรอบ 3 ประเด็นหลัก ทั้งการสลายการชุมนุม การทุจริต และ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน ตัดทอนเบ็ดเสร็จออกมาเป็น 28 เรื่องหลัก ที่ทีมอภิปรายยืนยันว่ามีข้อมูล หลักฐานชัดเจน เพียงพอจะใช้ถล่มรัฐบาล
ด้านหนึ่ง ดูจะเป็นข้อดีกับพรรคเพื่อไทยที่เหมือนจะไม่มี “หมัดน็อก” มาอัดรัฐบาลแบบโป้งเดียวจอดคาเวที การงัดยุทธศาสตร์ “กราดเรียงตัว” ที่ “มิ่งขวัญ” งัดมาใช้ในเที่ยวนี้ จึงเป็นการไล่แย็บสะสมคะแนนไปเรื่อยๆ แบบไม่รีบร้อน แต่หวังผลในเกมยาว
ทว่า “จุดอ่อน” ในรูปแบบการอภิปรายฯ รัฐมนตรี ถึง 10 คน ในเวลาจำกัด 2-3 วัน อยู่ตรงที่ การจัดสรรเวลาอันมีจำกัด ที่ต้องเน้นทั้ง “เนื้อหา” ภายใต้ “ระยะเวลา” อันจำกัด ซึ่งบทเรียนจากการอภิปรายฯ ครั้งที่ผ่านมา จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายฯ น้อยกว่านี้ แต่การจัดสรรเวลาที่ผิดพลาดทำให้ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไม่ถูกอภิปรายฯ อย่างเหลือเชื่อเล่นเอาเจ้าตัวถึงกับงง ทั้งที่ติดโผในลำดับต้นๆ ของญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้น
อีกจุดที่อาจเป็นปัญหาสำหรับฝ่ายค้าน คือ การร้อยเรียงเนื้อหาการอภิปราย ที่ต่างคนต่างมีข้อมูล ในเวลาจำกัดกับเนื้อหาที่กว้างมาก หากขาด “เอกภาพ” ในทีมงานและข้อมูล ก็จะยิ่งทำลายน้ำหนักของข้อมูลจนไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้รัฐมนตรีได้
ยิ่งในวันที่ เพื่อไทย กำลังระส่ำระสายปัญหาภายใน จน กลุ่ม ก๊ก ต่างๆ พยายามออกมาชิงจังหวะการนำในพรรค ไร้เอกภาพ การวางตัวผู้อภิปรายฯ ไว้ 30 คน จึงอาจสะเปะสะปะไร้ทิศ ไร้ทาง ซึ่งจะส่งผลต่อน้ำหนักการอภิปรายในภาพรวม
ปัญหาใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในวันนี้จึงอยู่ที่การจัดวาง ท่วงทำนองการอภิปราย ให้สอดประสานกันระหว่าง มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ จตุพร พรหมพันธุ์ ให้ขับเคลื่อนนำทิศทางการอภิปรายฯ ไปยังเป้าหมายได้สำเร็จ
เมื่อเจาะ “รัฐมนตรี” แต่ละคนที่ถูกอภิปราย เริ่มตั้งแต่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อติดโผอภิปรายทุกคนยกเว้น บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 คนเดียวที่หลุดโผ ย่อมตอกย้ำว่าพรรคเพื่อไทยหวังทำลายพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกับแผล “ทุจริต” ที่มีข่าวไม่หยุดหย่อนตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาล
งานนี้จึงถูกอภิปรายกันเรียงตัว ตั้งแต่หัวหน้าพรรค “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูลมท.1 ตั้งแต่เรื่องสมาร์ตการ์ด ที่เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนาน มาจนถึงเรื่องปมปัญหาการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนของ ป.ป.ช. รวมถึงเรื่องโยกย้ายในกระทรวงที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
เป้าใหญ่ไม่แพ้กัน “พรทิวา นาคาศัย” รมว.พาณิชย์ กับปมปัญหาเงื่อนงำปัญหาการระบายสินค้า สต๊อกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรทั้งหลาย ทั้ง ข้าว ข้าวโพด ฯลฯ
เป้ารองลงมาจะเป็น “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ที่หลังจากเรื่องรถเมล์เอ็นจีวีสี่พันคันซาลงไป ก็มีเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพงบางแค และบางซื่อท่าพระ ที่ถูกโจมตีต่อเนื่อง กรณีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทของคนใกล้ตัวในพรรค ไปจนถึงโครงการ “ถนนไร้ฝุ่น” ทั่วประเทศ
ส่วน ศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ แม้จะดูเงียบๆ แต่ก็มีประเด็นเรื่องการถือครองที่ดินซึ่งมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิกว่า 700 ไร่ ใน จ.นครพนม
ขณะที่ประชาธิปัตย์เป้าใหญ่ แน่นอนว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับไปเต็มๆ ตั้งแต่ ปัญหาสินค้าราคาแพง การกู้เงินมากสุดในประวัติศาสตร์ การดูแลปัญหาที่ปล่อยปละให้ทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาล
มาจนถึงเรื่องการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงจนนำมาสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ที่จะถูกนำมาปัดฝุ่นขยายผลกันอีกรอบหลังจากเคยเป็นเรื่องเมื่อผลสอบจากดีเอสไอที่หลุดไปถึงมือเสื้อแดง มีการอ้างอิงผลชันสูตรการเสียชีวิต 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม และนักข่าวญี่ปุ่นว่า มาจากฝีมือของฝั่งกองทัพ
แน่นอนว่าเรื่องนี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องถูกอภิปรายฯ พาดพิงด้วย แต่ทว่าเป้าใหญ่ของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงดันไปอยู่ที่เรื่อง “ปาล์มน้ำมัน” ที่กระทบกระเทือนปัญหาปากท้องด้วยเงื่อนงำ ผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องที่ฝ่ายค้านเกาะติดมาตั้งแต่ต้น
ส่วนปัญหาเรื่อง 3จี ที่ยืดเยื้อคาราคาซังจนเป็นมหากาพย์ทุกวันนี้ จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หนีไม่พ้น จ่อรอขึ้นเขียงในการอภิปรายด้วย
ด้าน กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นอกจากจะถูกอภิปรายเรื่องการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยังมีข่าวพัวพันเรื่องข้อมูลภายใน หรืออินไซเดอร์ในตลาดหลักทรัพย์ที่เชื่อมโยงไปถึงคนใกล้ชิด ได้ประโยชน์
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นการอภิปรายฯ ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปะเหมาะกับการนัดชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง ในวันที่ 12 มี.ค. อันจะยิ่งผนึกกำลังสร้างแรงบีบให้รัฐบาล ในวันที่แกนนำแดงได้รับการประกันตัวชั่วคราวออกมา
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ จึงเป็นหนังม้วนสุดท้ายที่ “เพื่อไทย” และ “เสื้อแดง” จะผนึกกำลังเคลื่อนไหวในและนอกสภาฯ โดยมีเดิมพันสำคัญเป็นผลการเลือกตั้งเที่ยวหน้าที่ต้องช่วงชิงกันหนักหน่วง







