
ขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกืจ 5% การเมืองฉลุย-การคลังถังแตก
สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังหนักใจต่อนโยบายของรัฐบาลในการปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจอีก 5%
สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังหนักใจต่อนโยบายของรัฐบาลในการปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจอีก 5%
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังหนักใจต่อนโยบายของรัฐบาลในการปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจอีก 5%
เพราะเป็นการปรับแบบยกแผงกว่า 50 แห่ง คือไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไรหรือขาดทุน จะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ ก็ได้รับเท่ากัน
แน่นอนว่าการปรับแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหาความลักลั่นของเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ กับข้าราชการประจำได้เลย
ปัจจุบัน สคร.แบ่งรัฐวิสาหกิจออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่ม รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เช่น บริษัทการเงิน, ปตท.
กลุ่ม รัฐวิสาหกิจสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และเอสเอ็มอีแบงก์
สองกลุ่มนี้ส่วนใหญ่พนักงานมีเงินเดือนสูงอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ผูกขาดสัมปทานภาครัฐ หรือไม่ก็มีการระดมทุนจากตลาดหุ้น แยกการบริหารเป็นอิสระจากรัฐบาล
กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่ม รัฐวิสาหกิจที่ยังไม่มีการแปรรูป โดยยังเป็นกลุ่มที่ต้องดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และการระดมทุนแต่ละครั้งต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
บางแห่งก็ขาดทุน และบางแห่งก็กำไรแล้วแต่ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ เงินเดือนของคนกลุ่มนี้จะยังอิงกับระบบราชการมาก และโบนัสก็น้อยกว่าสองกลุ่มแรก
แหล่งข่าวจาก สคร. เปิดเผยว่า เงินเดือนระดับปฏิบัติการและผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจทั่วไปอยู่ในระดับสูงกว่าข้าราชการเล็กน้อยจนถึงสูงกว่าค่อนข้างมาก
โดยรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินและรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะมีเงินเดือนสูงกว่ากลุ่มแรกถึง 23 เท่าของกลุ่มรัฐวิสาหกิจทั่วไป
เช่น ในระดับปฏิบัติการของรัฐวิสาหกิจทั่วไปเงินเดือน 12 หมื่นบาท แต่รัฐวิสาหกิจกลุ่มสถาบันการเงิน และในตลาดหลักทรัพย์จะสูงถึง 26 หมื่นบาทต่อเดือน
ขณะที่ในระดับบริหารไม่ต้องพูดถึง รัฐวิสาหกิจทั่วไปจะอยู่ในหลักไม่เกิน 1 แสนบาท แต่สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินในตลาดหลักทรัพย์ จะสูงในระดับหลายแสนบาท
เช่น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย บริษัท การบินไทย และบริษัท ปตท. ได้รับเงินเดือนกว่า 1 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงสวัสดิการอื่นๆ ไม่ว่า จะเป็นรถประจำตำแหน่ง และโบนัสพิเศษที่คิดจากการทำกำไร ซึ่งได้อีกปีละหลักเป็นล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนพนักงานรัฐวิสาหกิจทุกกลุ่มที่มีกำไรหลักร้อยหลักพันล้าน ยังได้โบนัสปีละหลายเดือน สามารถโปะบ้านและรถยนต์ได้เกือบหมด เมื่อเทียบกับข้าราชการที่ได้โบนัสในแต่ละปีอยู่ที่หลักร้อยหรือพันบาทเท่านั้น
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจสถาบันการเงินและที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่สมควรได้ขึ้นเงินเดือนอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการถึง 23 เท่า และเมื่อรวมโบนัสที่ได้จำนวนมากอีกแต่ละปี ทำให้รายได้สูงกว่าข้าราชการถึง 45 เท่า
ดังนั้นการขึ้นเงินเดือน 5% ของรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างขึ้นตามข้าราชการที่รัฐบาลอนุมัติให้ปรับขึ้นจึงเป็นเหตุผลที่อ่อนมาก
“รัฐวิสาหกิจเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการเล็กน้อยอยู่แล้ว และยังมีตัวช่วยจากโบนัสในแต่ละปีที่ทำให้รายได้ถีบสูงกว่าข้าราชการอยู่ไม่ใช่น้อย” แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ก็เป็นเสียงเดียวในคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ ที่คัดค้านแต่ไม่เป็นผล เพราะคณะกรรมการส่วนใหญ่มาจากฝ่ายการเมือง ที่ย่อมใช้โอกาสนี้โกยคะแนนเสียงทางการเมือง
ยิ่งเมื่อเข้าล็อกอย่างช่วงใกล้เลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ไม่เกินเดือน มิ.ย. 2554 ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีใครปล่อยทิ้งโอกาสทองให้เสียเปล่า
ทำให้กระทรวงการคลังไม่มีทางเลือกจึงขอสงวนสิทธิในฐานะที่มีเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้า ครม.ต้องมีความเห็นของคลังประกอบไปด้วย
แน่นอนว่ากระทรวงการคลังปล่อยให้เงินเดือนรัฐวิสาหกิจขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นนี้ แต่ผลงานย่ำอยู่กับที่ ถึงวันหนึ่งภาพรวมก็ไปไม่รอด ทั้งในเรื่องของฐานะการคลังที่ทรุดลงเนื่องจากการนำส่งรายได้ก็จะลดลงด้วย อย่างน้อย 3,000 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า งานนี้การออกแรงคัดค้านของกระทรวงการคลังก็เป็นได้แค่ไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
ครม.คงเห็นด้วยหรือรับฟัง แต่ไม่คล้อยตาม เพราะในภาวะต้องการความได้เปรียบทางการเมือง คะแนนเสียงทางการเมืองมาเป็นที่หนึ่ง ผลประโยชน์ของประเทศชาติมาทีหลัง จะเสียหายมากแค่ไหนก็ขอมองข้ามไปก่อน







