
เขี้ยวจริงๆ
ไพ่ใบสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม ถูกทิ้งลงมาแล้ว รัฐบาลประกาศใช้เงินงบประมาณ 200 ล้านบาท ชดเชยราคาให้โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มขวดละ 9.5 บาท (ขนาด 1 ลิตร) แลกกับตรึงราคาน้ำมันปาล์มขายปลีกที่ขวดละ 47 บาท
ไพ่ใบสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม ถูกทิ้งลงมาแล้ว รัฐบาลประกาศใช้เงินงบประมาณ 200 ล้านบาท ชดเชยราคาให้โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มขวดละ 9.5 บาท (ขนาด 1 ลิตร) แลกกับตรึงราคาน้ำมันปาล์มขายปลีกที่ขวดละ 47 บาท
ฟังดูเผินๆ เหมือนว่าจะดี แต่เนื้อแท้ไม่ต่างจากการเปิดทางให้ปรับราคาน้ำมันปาล์มเป็น 56.50 บาท ไปเรียบร้อย
เพราะการชดเชยราคาที่ว่า ใช้งบประมาณแผ่นดิน เป็นภาษีที่เก็บจากประชาชน
ชาวบ้านอาจคิดว่าซื้อน้ำมันปาล์มราคาถูก แต่แท้ที่จริงตัวเองต้องจ่ายเพิ่มอยู่ดี
ใครไปซื้อน้ำมันปาล์มต้องจ่ายสดๆ ทันทีขวดละ 47 บาท และอีก 9.5 บาท จ่ายทางอ้อมในรูปของภาษีที่ใช้ชดเชยราคา
ที่สำคัญการตรึงราคาน้ำมันปาล์มอาจยาวนานกว่าที่คิด
เพราะราคาน้ำมันปาล์มยังถูกแยกเป็น 2 ตลาด นั่นคือ น้ำมันปาล์มเพื่อบริโภค ควบคุมไว้ที่ลิตรละ 47 บาท กับตลาดไบโอดีเซล ที่ 56.35 บาท
ทั้งสองตลาดรัฐบาลไปอุดหนุนราคาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าราคาน้ำมันปาล์มเพื่อบริโภค ขั้นแรกบอกว่ามีงบประมาณ 200 ล้านบาท ทว่าน้ำมันไบโอดีเซลมีงบไม่อั้น
หมายความว่า ไบโอดีเซลยังมีกำลังพอในการแย่งซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อมาผลิตไบโอดีเซล และจะทำให้น้ำมันปาล์มยังแพงต่อเนื่อง ลดลงมาไม่ได้
และสิ่งที่ตามมาเมื่อราคาน้ำมันปาล์มแพงก็คือ ราคาผลปาล์มสด ต้องแพงตามไปด้วย
และสิ่งที่ตามมาก็คือ ชาวสวนปาล์ม จะยิ้มรื่นชื่นใจ
ไม่เพียงแต่ที่ภาคใต้ แต่ยังมีชาวสวนปาล์มที่ภาคอีสาน ภาคเหนืออีกเช่นกัน
และสิ่งที่ตามมาจะต้องให้บอกอีกหรือว่า ถ้ายุบสภาวันใด แล้วราคาผลปาล์มสดพุ่งลิ่ว พรรคไหน พวกไหนจะได้ประโยชน์
ฝีมือระดับนี้ต้องบอกว่าขั้น “อภิ-เทพ” จริงๆ







