
เศรษฐกิจสดใส คนไทยหลังแอ่น
ดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่สนใจต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของรัฐบาลเท่าไหร่นัก
ดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่สนใจต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของรัฐบาลเท่าไหร่นัก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ดูเหมือนว่าคนไทยจะไม่สนใจต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของรัฐบาลเท่าไหร่นัก
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2553 เติบโต 3.8% ขณะที่ปี 2554 คาดว่าจะเติบโตสูงสุดถึง 4.5%
ในเชิงตัวเลขไม่มีใครปฏิเสธว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และกำลัง “เทกออฟ” ขึ้นอีกครั้ง
แต่ในเชิง “จิตวิทยา” แล้วต้องบอกว่า ประชาชนกำลังห่อเหี่ยวกับการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน ที่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะดำเนินการได้...ไม่สัมฤทธิผล
กลไกแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มก็ยังมะงุมมะงาหรา ยังไม่นับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ข้าวแกง น้ำดื่ม ฯลฯ ที่ขึ้นกันแบบพรวดๆ
หากรัฐบาลไม่มีการใช้เงินนับหมื่นล้านบาทตรึงค่าสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถเมล์ หรือรถไฟแล้ว เชื่อว่าความเดือดร้อนจะแสนสาหัสมากกว่านี้
อัตราเงินเฟ้อซึ่งสะท้อนค่าครองชีพของประชาชนมีสิทธิโผล่พรวดไปถึง 45% ไม่ใช่ 3% อย่างที่เป็นอยู่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า อาหารหรือราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะทำให้สถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายกว่ากว่าที่คาดคิดไว้ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการเผชิญภาวะเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ Stagflation ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก
หากประเทศไทยเผชิญปัญหาเงินเฟ้อที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจตกต่ำ จะเป็นภาวะที่ยากลำบากที่สุดสำหรับรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการแก้ไข
เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญกับศึกสองด้านแก้ปัญหาสองทาง
หนึ่ง คือ ต้องหาทางลดค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ถนัด
สอง คือ ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือการเงินและราคาน้ำมันในตลาดโลก
แม้จะมีงบกลางปีออกมา 1 แสนล้านบาท เข้าไปอัดฉีดเศรษฐกิจ แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ดูลึกๆ แล้ว จะเห็นว่าเป็นส่วนของเงินลงทุนเพียง 9,000 ล้านบาท
ที่เหลือเป็นการใช้เงินคงคลัง เบี้ยคนพิการ และเบี้ยคนชรา ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท
หากไม่มีรายได้จากการท่องเที่ยวและส่งออกมาสูบฉีด รับรองว่าเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจคงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของประชาชนแน่
เพราะราคาอาหารแพงจะกระทบต่อประชาชนทุกระดับ ขณะที่เศรษฐกิจดีแบบรัฐบาล คนที่ได้อยู่ในระดับบนเท่านั้น และเศรษฐกิจก็ดีเป็นส่วนๆ เป็นสาขา เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น รถยนต์ ไอที ไม่ใช่ทุกหมวดทุกสินค้าที่กระจายสู่รากหญ้าอย่างแท้จริง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกๆ 10 เหรียญสหรัฐ จะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ 0.51% ขึ้นกับว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ พึ่งพาน้ำมันมากน้อยแค่ไหน
หากรัฐบาลยังคงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและการตรึงราคาพลังงานต่อไปตลอดทั้งปี 2554 อาจต้องใช้วงเงินสนับสนุนถึง 58 หมื่นล้านบาท หรืออาจสูงกว่านั้นหากราคาพลังงานสูงเกินระดับที่คาดการณ์ไว้
แง่หนึ่งจะช่วยประคับประคองกำลังซื้อของภาคครัวเรือนไว้ได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็อาจทำให้ประชาชนมีความตระหนักต่อการประหยัดพลังงานน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
“รัฐบาลต้องแบกรับภาระขาดดุลงบประมาณซึ่งอาจจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะต่อไป” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
ในมุมมองของ ธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่าราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลต่อการบริโภคของประชาชนในประเทศบ้าง แต่ยังไม่มากนัก
โดย นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะชะลอลงไปบ้าง แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อแรงส่งที่จะมาถึงในปีนี้
“เท่าที่ดูตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ม.ค.ปีนี้ยังออกมาในทิศทางที่ดี” นางอัจนา กล่าว
ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้น ธปท.เชื่อว่า ยังไม่ส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มจนน่าห่วง เนื่องจากราคาสินค้าชนิดเดียวไม่มีผลสำคัญให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้
แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คืออัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุดต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.
ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นถือว่าเศรษฐกิจไทยสดใส แต่ในทางสังคมศาสตร์ขณะนี้ถือว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง
มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะการเงินฝืดเคือง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
และมีความเสี่ยงที่ประชาชนตาดำๆ จะต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายประจำวันหลังแอ่น
หากรัฐบาลยังไม่สามารถยกอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สูงกว่านี้ได้ ความเสี่ยงทั้งหมดก็จะกลับมาอยู่บนบ่าของรัฐบาล







