posttoday
เปิดใจ"พรทิวา"กับปัญหาปาล์มขาด

เปิดใจ"พรทิวา"กับปัญหาปาล์มขาด

22 กุมภาพันธ์ 2554

เรื่องนี้ทุกฝ่ายผิดหมด ทุกคนต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่โยนความผิดมาให้กระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว ผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลง กระทรวงไม่เกี่ยวข้อง....

เรื่องนี้ทุกฝ่ายผิดหมด ทุกคนต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่โยนความผิดมาให้กระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว ผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลง กระทรวงไม่เกี่ยวข้อง....

โดย...ทีมข่าวการตลาด 

เป็นเรื่องราวระดับประเทศแล้ว เมื่อในปัจจุบันคนไทยต้องเข้าคิวซื้อน้ำมันปาล์มมาใช้ในครัวเรือน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นแหล่งปลูกปาล์มขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก และในปี 2553 ที่ผ่านมาสูงถึง 121,328 ตัน แต่ในปีนี้คนไทยกลับไม่มีน้ำมันปาล์มในการบริโภค

พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ในฐานะที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางสินค้า และราคาสินค้าในประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” เกี่ยวกับปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดและราคาแพงว่า ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดในขณะนี้เกิดจาก 3 ปัจจัย คือ 1.การนำผลผลิตน้ำมันปาล์มไปใช้ผลิตพลังงานทดแทน 2.ประเทศไทยเปิดให้มีการส่งออกเสรีน้ำมันปาล์ม แต่ห้ามนำเข้า และ 3.ปริมาณผลผลิตปาล์มลดลงอย่างต่อเนื่องจากภาวะอากาศและภัยธรรมชาติ โดยลดลงเกือบ 50% ของผลผลิตเมื่อปีก่อน

เปิดใจ"พรทิวา"กับปัญหาปาล์มขาด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ 3 คือสาเหตุที่ทำให้น้ำมันปาล์มขาดตลาด แต่หากมองให้ลึกลงไปว่ากระทรวงพาณิชย์รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดปัญหานี้หรือไม่ พรทิวา บอกว่า กระทรวงพาณิชย์เห็นแนวโน้มเรื่องสต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงมาตั้งแต่ปลายปี 2553 เพราะปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศเหลือเพียง 5 หมื่นตัน จากที่เคยมี 1.2 แสนตัน เนื่องจากมีการส่งออกน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในเดือน พ.ย. 2553 กระทรวงได้หารือกับสมาคมโรงกลั่นเพื่อประเมินสถานการณ์และตรวจสอบสต๊อกทั่วประเทศ และในเดือน ธ.ค. 2553 ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องจนได้ข้อสรุปให้ขออนุมัติจากคณะกรรมการชุดใหญ่ให้นำเข้า 5 หมื่นตัน แต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ได้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการทันที คงปล่อยเวลาจนกระทั่งถึงวันที่ 6 ม.ค. 2554 จึงมีการประชุมและอนุมัติให้นำเข้าเพียง 3 หมื่นตันเท่านั้น

จากนั้นสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จนมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่อีก เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2554 ที่ประชุมอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มปริมาณ 1.2 แสนตัน ภายในเดือน มี.ค. 2554 ซึ่งกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการนำเข้าอยู่ ทั้งนี้ตามแผนที่วางไว้สำหรับ การนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 1.2 แสนตันนั้น จะอยู่ในกำหนดเวลาเดือน มี.ค.ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนดไว้ โดยประมาณวันที่ 21-22 ก.พ. จะเปิดให้ อคส.ออกประกาศเปิดประมูลรับซื้อน้ำมันปาล์มนำเข้า วันที่ 23 ก.พ. เปิดประมูลและตกลงราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 24-26 ก.พ. ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ และถ่ายลงเรือที่ต้นทางประเทศมาเลเซีย วันที่ 27-28 ก.พ. เรือลำแรกบรรทุกน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรกจำนวน 20,000 ตันเดินทาง วันที่ 1 มี.ค.เรือลำแรกเดินทางถึงกรุงเทพฯ และขนถ่ายเข้าโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม และตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นไป โรงกลั่นน้ำมันปาล์มผลิตและออกจำหน่าย

“เราไม่ได้ดำเนินการช้า เพราะมติที่สั่งให้นำเข้า 1.2 แสนตันนั้น กำหนดกรอบว่าภายใน มี.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงก็กำลังรอดูราคาน้ำมันปาล์มของมาเลเซียอยู่ว่าสูงเกินไปหรือไม่ ถ้าสูงเกินไป อยากรู้เหมือนกันว่าโรงงานน้ำมันปาล์มที่ไหนจะไปซื้อ เพราะไม่รู้ว่าซื้อมาแล้วต้องขายในราคาเท่าไหร่ ถ้าให้ขายในราคาขวดละ 47 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่เกือบ 60 บาท เอกชนจะนำเข้ามาผลิตเพื่อจำหน่ายทำไม ในเมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือผู้ผลิตอย่างไร กระทวงพาณิชย์ต้องรอให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกทรงตัวอยู่บ้าง และราคาเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ก็เริ่มลดลงมาแล้ว หากเราซื้อไปก่อนต้นทุนก็เพิ่มขึ้นอีก”

นอกจากนี้ การนำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 1.2 แสนตันนั้น ยังต้องแบ่งไปสำหรับภาคอุตสาหกรรม 40,000 ตัน ส่วนที่เหลืออีก 80,000 ตัน หรือ 80 ล้านขวด จะใช้สำหรับภาคการบริโภค ซึ่งการผลิตน้ำมันปาล์มขวดในล็อตนี้ จะต้องให้โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มด้วยฝาสีอื่นที่ไม่ใช่ฝาสีฟ้าซึ่งเป็นน้ำมันจากการนำเข้าน้ำมันในล็อตแรก 30,000 ตัน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และรู้ปริมาณที่แน่นอน

สำหรับน้ำมันปาล์มล็อตแรกจำนวน 30,000 ตันนั้น คาดว่าจะใช้ได้ถึงวันที่ 1 มี.ค.นี้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้มีการผลิตอยู่ที่วันละ 1 ล้านขวด ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ปกติจะเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน แต่ในขณะนี้ต้องยอมรับว่า ประชาชนเกิดความตระหนกจึงทำให้เกิดการซื้อเพื่อกักตุนจากครอบครัวละ 1-2 ขวด/เดือน กลายเป็นซื้อกักตุนครอบครัวละ 7-8 ขวด ยังไม่รวมกับร้านอาหาร หรือร้านค้าที่ซื้อไปกักตุน ทำให้เกิดการขาดแคลน แต่เชื่อว่าปัญหานี้จะคลี่คลายลง

พรทิวา ย้ำว่า ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันปาล์มนั้นทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบ กระทรวงพาณิชย์เป็นเพียงปลายน้ำที่ต้องมารับผิดชอบเรื่องของราคาจำหน่ายที่สูงขึ้นจากกลไกตลาด จากการที่ผลิตผลน้ำมันปาล์มมีน้อย ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องรับผิดชอบ และต้องรายงานตัวเลขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันว่าน้อยลงไปเท่าใด เพราะปัจจุบันนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังบอกว่าผลผลิตปาล์มลดลงไม่ถึง 50%

เปิดใจ"พรทิวา"กับปัญหาปาล์มขาด

ส่วนการนำน้ำมันปาล์มไปผลิตเป็นไบโอดีเซลนั้นเป็นส่วนของกระทรวงพลังงานที่ต้องรับผิดชอบ เพราะหากไม่มีการนำน้ำมันปาล์มไปผลิตไบโอดีเซล จะมีน้ำมันปาล์มเข้ามาในระบบการบริโภควันละ 1.5 ล้านขวดทันที ซึ่งนโยบายรัฐบาลก็ต้องการหนุนด้านพลังงานทดแทนด้วย แต่ไม่ได้กำหนดความสำคัญว่าระหว่างพืชพลังงานและพืชอาหาร ควรให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน

“เรื่องนี้ทุกฝ่ายผิดหมด ทุกคนต้องยอมรับความจริง ไม่ใช่โยนความผิดมาให้กระทรวงพาณิชย์ฝ่ายเดียว ผลผลิตน้ำมันปาล์มลดลง กระทรวงไม่เกี่ยวข้อง การสั่งนำเข้าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร จนเกิดปัญหาบานปลาย แถมเรื่องนี้ยังถูกโยงไปเป็นประเด็นการเมืองซึ่งวุ่นวายไปใหญ่”

รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนนั้น กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีแต่ถูกโจมตี แต่คนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสวนปาล์ม เพราะยิ่งขาดตลาด ราคาปาล์มในประเทศก็ยิ่งสูงขึ้น ไม่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ และต้องดูว่าคณะกรรมการจะให้มีการนำเข้าปาล์มมากน้อยแค่ไหน เพราะหากยอมให้มีการนำเข้ามาก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาปาล์มในประเทศ ก็อาจกระทบกับนักการเมืองบางกลุ่ม

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาน้ำมันปาล์ม ที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้คณะกรรมการฯ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้จะประกอบด้วย 1.อนุญาตให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มเสรี และห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มเป็นการชั่วคราว 3 เดือน เพื่อเป็นการปรับมาตรการด้านปริมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์การขาดแคลนในประเทศ

2.ปรับการนำเข้า 1.2 แสนตัน ตามมติคณะกรรมการฯ โดยให้ปรับมติจากการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไข 1.2 แสนตัน เป็นให้นำเข้าในรูปของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์สำเร็จรูป และกำหนดราคาขายปลีกเท่ากับต้นทุน หรือให้ขายปลีกในราคาขวดลิตรละ 47 บาท โดยให้รัฐจัดหางบประมาณชดเชยส่วนต่าง

“กระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องการให้ขายน้ำมันปาล์มขวดในราคา 47 บาทต่อขวด แต่ทุกฝ่ายต้องมาดูที่ข้อเท็จจริง ว่าราคา 47 บาทต่อขวดนั้น อยู่บนพื้นฐานราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ กิโลกรัมละ 32 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 46.50-49 บาท ราคาขายปลีกน้ำมันปาล์มขวดต้องอยู่ที่ขวดละ 61.5-64 บาท แล้วจะให้กระทรวงพาณิชย์ทำอย่างไร คณะกรรมการก็ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะให้ ยืนราคาที่ 47 บาท หากให้ยืนราคา ท่านสุเทพ ก็ต้องมีทางออกให้ด้วย ไม่ใช่บอกว่าให้กระทรวงพาณิชย์ไปจัดการ เพราะเราเป็นแค่หน่วยงานเดียวในหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกัน”

เปิดใจ"พรทิวา"กับปัญหาปาล์มขาด

ส่วนข้อครหา ว่ามีการกักตุนสินค้า และการเรียกเก็บค่านายหน้าจากการนำเข้าน้ำมันปาล์ม นั้น รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในเรื่องของการกักตุนสินค้า นั้นเป็นเรื่องดีที่ ดีเอสไอ เข้ามาตรวจสอบโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มทั้ง 10 แห่ง ว่ามีการกักตุนหรือไม่ เพราะทุกอย่างจะได้ชัด ว่าน้ำมันขาดตลาดเพราะอะไร โรงงานทั้ง 10 โรงงานนั้นจะต้องรายงานข้อมูลทั้งหมด ว่ารับน้ำมันปาล์มไปเท่าใด และผลิตออกมาเท่าใด มีตัวเลขชัดเจน ซึ่งอีกไม่นานดีเอสไอ น่าจะสรุปผลตรวจออกมาได้

สำหรับสาเหตุว่าทำไมต้องเป็น 10 โรงงานนี้ มีการฮั้วกันหรือไม่นั้น ต้องชี้แจงว่า ทั้ง 10 โรงงานนี้ มีกำลังการผลิตรวมแล้วกว่า 98% ของกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มของประเทศ ถือว่าเป็นรายใหญ่ที่สุดแล้ว หากไม่ให้ 10 รายนี้จะไปให้โรงงานที่ไหน เพราะการให้โควต้า น้ำมันปาล์มนำเข้านั้น โรงงานต้องเป็นผู้จ่ายเงินซื้อน้ำมันปาล์มเอง จะกี่พันตันก็ต้องซื้อเอง กระทรวงไม่เกี่ยว ดังนั้นโรงงานขนาดเล็กไม่มีเงินซื้อล่วงหน้าแน่นอน

“การแก้ปัญหานี้ กระทรวงพาณิชย์อยากเข้าไปแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่นโยบายการใช้ไบโอดีเซล เป็นพลังงาน ว่าควรจะอยู่ที่จำนวนเท่าใด ซี่งควรจะให้ความสำคัญกับการใช้น้ำมันปาล์มสำหรับอาหารก่อน ถ้าเหลือจากอาหารแล้ว ค่อยจัดสรรไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ไม่ใช่ให้มาแย่งกันแบบนี้เพราะทุกหน่วยงานไมได้ทำงานประสานงานกัน ทำให้เกิดปัญหามาโดยตลอด”  

พรทิวา ย้ำว่า เชื่อว่าในเดือนเม.ย.นี้ ราคาน้ำมันปาล์มขวดจะปรับสู่ภาวะปกติ เมื่อผลผลิตปาล์มในประเทศและต่างประเทศเริ่มออกสู่ตลาด และทำให้ราคาปาล์มลดลงตามกลไกตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า หากราคาน้ำมันปาล์มดิบลดลง ก็จะพิจารณาให้ราคาน้ำมันปาล์มขวดลดราคาลงให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันปาล์มดิบ

“เราไม่อยากให้มีการขึ้นราคา เพราะหากให้มีการขึ้นราคาแล้ว สินค้าต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นของทอด อาหาร อื่นๆ ที่ใช้น้ำมันปาล์มจะขึ้นราคาทันที แต่เมื่อมีการปรับราคาน้ำมันปาล์มลดลง สินค้าต่อเนื่องเหล่านั้นไม่ได้ปรับราคาตามลงมา ซึ่งสุดท้ายประชาชนจะเดือดร้อนที่สุด”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ