
3ปีวุฒิสภาน้ำ2 สี ดูเหมือนดีแต่ไม่ถึงไหน
ส.ว.บางกลุ่มก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมาจนเกินไปบางเรื่องควรทำในนามของประชาชนทั้งประเทศก็ไม่ทำ และบางกลุ่มก็เหมือนดูดีแต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรเลย....
ส.ว.บางกลุ่มก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมาจนเกินไปบางเรื่องควรทำในนามของประชาชนทั้งประเทศก็ไม่ทำ และบางกลุ่มก็เหมือนดูดีแต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรเลย....
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผ่านไปแล้ว 3 ปีเต็มสำหรับวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งที่มาในสองรูปแบบคือ เลือกตั้งและการสรรหา ซึ่งล่าสุดตอนนี้ได้มีส.ว.สรรหาได้ทยอยลาออกไปแล้ว 67 คน ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ส.ว.สรรหาชุดแรกต้องลาออกหลังจากดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา 3 ปีเพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับการทำงานของส.ว.ตลอด 3 ปีที่ผ่านมานับได้ว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรสะท้อนได้จากฉายาวุฒิสภาที่สื่อมวลชนตั้งในสองปีล่าสุด คือ "ตะแกรงก้นรั่ว" (พ.ศ.2552)และ“อัมพฤกษ์รับจ๊อบ” (พ.ศ.2553)
เพื่อให้เห็นภาพรวมของวุฒิสภาทั้งหมดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ซึ่งต้องคอยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานงานภายในของส.ว.ทั้งหมด ได้สรุปและสะท้อนภาพการทำงานของสภาสูงในรอบ 3 ปีที่ผ่านมไว้อย่างน่าสนใจ
นิคม มองว่า การทำงานของวุฒิสภาร่วมกันทั้งในส่วนที่มาจากการสรรหาและเลือกตั้งเปรียบก็เหมือนกับน้ำ 2 สีที่มีที่มาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเพียงแต่ว่ามีจุดหมายเดียวกัน คือ การแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล
“ที่ผ่านมาไม่ค่อยพอใจการทำงานของวุฒิสภาเท่าไหรนักโดยเฉพาะการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้เครื่องมืออะไรมากนัก เลยทำให้งานของวุฒิสภาต้องหนักในเรื่องการกลั่นกรองกฎหมาย ส่วนเรื่องการตรวจสอบไม่ต้องพูดถึงดูๆเหมือนจะดีแต่เอาจริงไม่มีประสิทธิภาพอะไร และบางคนที่เคยมีจุดยืนที่ตรวจสอบรัฐบาลมาตลอดพอมาในระยะหลังๆกลับหายไป ไม่รู้ว่าเกรงใจอะไรใครกันหนักหนา”
เมื่อถามถึงอุปสรรคของวุฒิสภามาจากการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันภายในใช่หรือไม่ รองฯนิคม ได้ให้คำตอบว่า ยอมรับว่าเรื่องการแบ่งกลุ่มก๊วนในส.ว.มีอยู่จริง เท่าที่ได้สัมผัสก็มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1.กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล 2. กลุ่มค้านรัฐบาล และ3. กลุ่มกลางๆที่อันดีก็ว่าดีอันไหนดีก็ว่าไม่ดี
โดยนับตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ประธานวิปวุฒิสภาได้พยายามประสานทุกฝ่ายให้เกิดการรอมชอมให้ได้มากที่สุดเพื่อให้การทำงานเดินหน้าไปได้โดยหวังว่าถ้าต่างฝ่ายยังต่างยึดประโยชน์ของตัวเองประเทศชาติเดินหน้าไม่ได้แน่นอนและผลเสียจะตกอยู่กับประชาชน
“ส.ว.บางกลุ่มก็ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมาจนเกินไปบางเรื่องควรทำในนามของประชาชนทั้งประเทศก็ไม่ทำ และบางกลุ่มก็เหมือนดูดีแต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนภายนอกยังมองไม่เห็น แต่ก็ยังดีที่บางครั้งยังสามารถหาจุดร่วมกันได้เพื่อประโยชน์ของประเทศ”
ส่วนเรื่องตำแหน่งประธานวุฒิสภาที่มักจะเป็นปัญหาที่สร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นในวุฒิสภาโดยตัวของประธานวิปวุฒิสภาคนนี้มักจะถูกโยงไปเกี่ยวข้องว่าอยู่เบื้องหลังในการเลื่อยขาเก้าอี้ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน มาในโอกาสนี้ รองฯนิคมเอง ได้ยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน
“ที่ผ่านมามีแต่การคิดไปเองมองเป็นแบบ 1+1 ต้องเท่ากับ 2 ที่ผ่านมาก็ทำงานร่วมกันทั้งท่านประสพสุข และ ท่านทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา ได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างผมขอทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตรงนี้ให้ดีที่สุด”
อย่างไรก็ตาม นิคม เองยอมรับชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วในอนาคตหลังจากการสรรหาส.ว.เสร็จสิ้นแล้วตำแหน่งประธานวุฒิสภาควรให้ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งได้มีโอกาสทำหน้าที่บ้างเพราะประธานวุฒิสภาที่มาจากส.ว.สรรหาได้ปฎิบัติหน้าที่เรียบร้อยแล้วและส.ว.จากการเลือกตั้งจะหมดวาระลงในอีก 3 ปี เท่านั้น
“ตามหลักการมันต้องเป็นอย่างนั้นต้องให้โอกาสกันบ้าง ส.ว.เลือกตั้งไม่ได้เป็นแต่นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งอย่างเดียวเพราะบางท่านก็เคยผ่านการเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการสำคัญมากมาย หรือแม้แต่ภาคธุรกิจที่มีผลงานให้เห็น ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ได้ดังนั้น คงมาบอกว่าส.ว.เลือกตั้งไม่มีความหลากหลายไม่ได้ คนที่คิดแบบนี้เป็นพวกที่ไม่ดูตัวเองไม่รู้คิดได้อย่างไร”
โดยส่วนตัวยืนยันพร้อมที่จะลงชิงชัยในตำแหน่งประธานวุฒิสภาเพราะถือว่าในเมื่อขันอาสาประชาชนมาเป็นส.ว.เพื่อประชาชนแล้ว ทำไมเราจะขออาสาตัวต่อเพื่อวุฒิสมาชิกเพื่อเป็นประธานวุฒิสภาไม่ได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเพื่อนส.ว.ให้ความไว้วางใจหรือไม่เท่านั้น
ทั้งหมดนี้เพียงภาพสะท้อนหนึ่งที่ให้เห็นถึงการทำงานของวุฒิสภาผ่านมุมมองจากคนวงใน แต่ที่สุดแล้วการทำงานของวุฒิสภาที่ผ่านมาจะเป็นคุนูปการต่อประเทศหรือไม่สังคมจะเป็นผู้ตัดสิน







