
ย้อนคำสิทธิโชติ ฝากหวังศาลฎีกา ก่อน กกต.ขอชี้ขาดอำนาจ
ย้อนบทสัมภาษณ์สิทธิโชติ ชี้ช่องผู้เสียหายร้องศาลฎีกา เทียบคำร้อง กกต.เสียงข้างมากขอวินิจฉัยมติเป็นที่สุด เปิดปมขอบเขตตรวจสอบคดีเลือก สว.
KEY
POINTS
- สิทธิโชติเคยฝากความหวังกับการไต่สวนของศาลฎีกา และเสนอแนวทางให้ผู้เสียหายโดยตรงยื่นคำร้อง โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
- กกต.เสียงข้างมากมีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัครและคำวินิจฉัย กกต.
- คดีคุณสมบัติผู้สมัครกับคดีข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว.เป็นคนละประเด็น แต่เชื่อมโยงกับคำถามว่า ศาลตรวจสอบมติ กกต.ได้เพียงใด
จากมติที่จบแล้ว สู่ความหวังในศาลฎีกา
ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมาก ที่เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจเกี่ยวกับคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทำให้บทสัมภาษณ์ของ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง
วันนั้น สิทธิโชติให้สัมภาษณ์ที่สำนักงาน กกต. ชี้แจงเบื้องหลังการลงมติคดีข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว. หลัง กกต.ส่งคำร้องต่อศาลฎีกา 77 ราย จากผู้เกี่ยวข้องในสำนวน 229 ราย ส่วนอีก 152 รายถูกยกคำร้องหรือตัดออกจากส่วนที่ส่งศาล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดเผยข้อเท็จจริงจะเปลี่ยนแปลงผลได้หรือไม่ สิทธิโชติตอบว่า เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกา ศาลจะพิจารณาแก้ปัญหาอย่างไร
คำตอบดังกล่าวสะท้อนว่า แม้มติภายใน กกต.สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในมุมของกรรมการเสียงข้างน้อย กระบวนการศาลยังอาจเป็นช่องทางค้นหาข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้เสียหาย
สองแนวทางที่สิทธิโชติเคยกล่าวถึง
นายสิทธิโชติเสนอความเป็นไปได้สองแนวทาง แนวทางแรก ศาลฎีกาสามารถเรียกพยานหลักฐานอื่นมาไต่สวนได้ แต่จะดำเนินคดีกับบุคคลที่ กกต.ไม่ได้ยื่นคำร้องไปหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาใช้อำนาจของศาล
แนวทางที่สอง ผู้เสียหายโดยตรงอาจยื่นคำร้องต่อศาลเอง หากศาลเห็นควรรับไว้พิจารณาโดยใช้หลักความเป็นธรรม ก็เป็นดุลพินิจของศาล
อย่างไรก็ตาม สิทธิโชติไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองแนวทางจะเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ฝากคำตอบไว้กับการพิจารณาของศาล จึงต้องแยกความเห็นของเขาออกจากข้อยุติเรื่องเขตอำนาจ
นายสิทธิโชติ ยังชี้แจงว่า มติในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ได้เป็น 5 ต่อ 2 ทั้งหมด บางรายเป็น 6 ต่อ 1 และบางรายยกคำร้องด้วยมติ 7 ต่อ 0 โดยระบุว่ากรรมการพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละราย
คำร้องเสียงข้างมากขอให้วินิจฉัยอะไร
อีกด้านหนึ่ง กกต.เสียงข้างมากมีมติ 5 ต่อ 2 เตรียมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสองประเด็น
ประเด็นแรก คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เป็นที่สุดจนไม่อาจตรวจสอบได้อีกหรือไม่ เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561
ประเด็นที่สอง คำวินิจฉัย กกต.ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุด โดยไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอตรวจสอบหรือทบทวนได้หรือไม่
เอกสารคำร้องเสนอว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาเฉพาะบุคคลที่ กกต.ยื่นคำร้อง และไม่มีอำนาจทบทวนส่วนที่ กกต.ยกคำร้อง ข้อเสนอนี้เป็นเหตุผลของ กกต.ที่ขอให้ศาลวินิจฉัย ยังไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย
จุดร่วมอยู่ที่ใครตรวจสอบมติ กกต.
เหตุแห่งคำร้องเกี่ยวข้องกับการที่ศาลฎีการับคำร้องคัดค้านคุณสมบัติและขอทบทวนคำวินิจฉัย กกต.รวม 3 คดี เกี่ยวข้องกับบุคคล 5 ราย จึงต้องแยกจากคดีข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว.
แต่เมื่อเทียบกับบทสัมภาษณ์สิทธิโชติ ทั้งสองเรื่องมีจุดร่วมคือ กระบวนการตรวจสอบจะเดินต่อได้เพียงใด หลัง กกต.มีมติแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ร้องยังเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
สิ่งที่ต้องติดตามคือ ศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณาหรือไม่ และจะวินิจฉัยขอบเขตอำนาจอย่างไร ส่วนผลต่อคดีในศาลฎีกาต้องพิจารณาตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ยังไม่อาจสรุปว่าการยื่นคำร้องครั้งนี้จะทำให้คดีใดยุติหรือปิดทางตรวจสอบโดยอัตโนมัติ







