
เอกนิติ ลุยปรับ KPI BOI วัดผลลงทุนจริง ดันไทยรายได้สูง เพิ่มลงทุนเป็น 30% ต่อGDP
รมว.คลัง เปิดแผนพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง ชูลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ดันสัดส่วนลงทุน 30% ของ GDP ยกระดับแข่งขัน Top 20 โลก ย้ำไม่ขยายเพดานหนี้ 70%
ในงาน "THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026: Reinvent Thailand เห็นทิศทางโลก เข้าใจทิศทางไทย" นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษและร่วมสนทนาในหัวข้อ “Thailand’s Path to High-Income Status เส้นทางไทยสู่ประเทศรายได้สูง” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศยังเติบโตไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-Shape โดยธุรกิจบางกลุ่มสามารถขยายตัวได้ดี แต่ประชาชนรายได้น้อยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ยังเผชิญข้อจำกัดในการเติบโต
รัฐบาลจึงต้องเร่งยกระดับกลุ่มที่อยู่ด้านล่างให้กลับมาเติบโต พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยและธุรกิจไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่กำลังเข้ามาในประเทศ
“หน้าที่ผมในฐานะคนดูแลเศรษฐกิจ คือจะเปลี่ยนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากรูป K-Shape เป็น V-Shape ให้ได้ ต้องดึงกลุ่มขาล่างขึ้นมา เปิดประตูให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าสู่ High Speed Train ให้เร็วที่สุดและมากที่สุด”
ชู 3 KPI ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูง
สำหรับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง นายเอกนิติระบุว่า ประเทศไทยต้องสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยใช้การลงทุนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ไม่พึ่งพาเพียงการบริโภคหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมกำหนดตัวชี้วัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
1.เศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% เพื่อเพิ่มศักยภาพการขยายตัวและสร้างรายได้ให้ประชาชน
2.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22% เป็น 30% ของ GDP ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนไทย
3.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน จากอันดับ 26 ให้เข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก หรือ Top 20
เป้าหมายดังกล่าวต้องทำให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ภาคการผลิต เทคโนโลยี และธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างงานและเพิ่มทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่มุ่งเพียงตัวเลขเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศ
“เราต้องมีความฝันว่าประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตั้งเป้า GDP 3% พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22% เป็น 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 ของโลกให้ได้”
ปรับ KPI BOI ไม่วัดแค่เม็ดเงินลงทุน
อีกแนวทางสำคัญคือการปรับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับมูลค่าเงินลงทุน มาเน้นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการจ้างงานคนไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติ
ดึงเอกชนเป็นกองหน้า ขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจะใช้แนวทางทีมไทยแลนด์ ให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง ประกอบด้วย
- เกษตรและการแปรรูปอาหาร
- ยานยนต์
- การค้าปลีกและการค้า
- อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
- การแพทย์และเวลเนส
- การท่องเที่ยว
- เศรษฐกิจสร้างสรรค์
แนวทางดังกล่าวมุ่งต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยมีพื้นฐานอยู่แล้วไปสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI และธุรกิจสุขภาพ โดยภาครัฐจะช่วยลดอุปสรรคและสร้างเงื่อนไขให้ภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนได้สะดวกขึ้น
ตัวอย่างเช่น การยกระดับภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ส่วนธุรกิจสุขภาพจะต่อยอดจากการรักษาพยาบาลไปสู่ Wellness และ Longevity เชื่อมโยงกับอาหารสุขภาพและสมุนไพรไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่ประเทศมีอยู่
ย้ำชัดไม่ขยายเพดานหนี้ 70% เร่งลดขาดดุล
แม้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่นายเอกนิติยืนยันว่าจะรักษาวินัยการคลัง และไม่ใช้การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา โดยยังยึดกรอบหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% พร้อมบริหารรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ควบคู่กัน
สำหรับสถานะการคลัง นายเอกนิติระบุว่า ผลขาดดุลงบประมาณลดลงจาก 4.4% เหลือ 3.4% ของ GDP หรือปรับลดลง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลยังตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง โดยจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ทบทวนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และควบคุมการก่อหนี้ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า การรักษาวินัยการคลังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศ โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s และ S&P Global Ratings ปรับมุมมองแนวโน้มอันดับเครดิตไทยจาก Negative Outlook เป็น Stable Outlook ขณะที่ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลระยะ 10 ปีอยู่ในระดับต่ำประมาณ 2%
เรายังคงยึดหลักวินัยการคลังเสมอ วินัยการคลังคือกองหลัง การที่เรามีกองหลังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ Credit Rating ของเราเปลี่ยนมุมมองจาก Negative Outlook เป็น Stable Outlook ทั้ง 3 แห่ง
“ผมไม่ขยายกรอบหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ต่อ GDP แน่นอน โดยรัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้เพียงพอต่อภาระงบประมาณ และรักษาความเชื่อมั่นทางการคลังในระยะยาว"
ปรับภาษีให้สอดคล้องเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรม
ในด้านนโยบายภาษี รัฐบาลมีแนวทางปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.ภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้า ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตที่เข้ามาลงทุน ตั้งโรงงาน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย
2.ภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) เตรียมจัดเก็บภาษีในอัตรา 15% ให้สอดคล้องกับมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ
3.ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ชะลอแนวคิดการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพื่อไม่เพิ่มภาระประชาชนและไม่กระทบภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ต้องเร่งฟื้นตัว
ใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่าน 3 ด้าน
สำหรับการใช้จ่ายภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้วงเงิน 200,000 ล้านบาท รัฐบาลวางแนวทางเปลี่ยนผ่านประเทศ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1.พลังงานไฟฟ้า สนับสนุนโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน วงเงิน 50,000 ล้านบาท เปิดทางให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบ พร้อมลงทุนพัฒนาโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) อีกกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาด
2.การขนส่ง ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ด้วยการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอล (E20) และไบโอดีเซล (B20) ซึ่งผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศ ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศและลดต้นทุนการนำเข้าพลังงาน
3.การพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับทักษะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมีจำนวนราว 6 ล้านคน ผ่านการฝึกอบรมร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้
ใช้ยุทธศาสตร์ “สติ ดี” ปฏิรูปกระทรวงการคลัง
สำหรับการปรับกระทรวงการคลังให้เป็นต้นแบบองค์กรภาครัฐยุคใหม่ โดยเน้น 3 ด้าน ได้แก่ Stabilize Today รักษาเสถียรภาพ, Transition สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี และ Invest ส่งเสริมการลงทุนใหม่ พร้อมใช้หลัก DEE ได้แก่ Disclosure เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลัง 5 ปี, Easy นำดิจิทัลมาลดขั้นตอนบริการประชาชน และ Efficiency & Effectiveness เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดผลจริง
นายเอกนิติย้ำว่า การปรับเศรษฐกิจไทยไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้น แต่ต้องทำให้การลงทุนสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มทักษะแรงงาน และเพิ่มรายได้ให้คนไทย พร้อมรักษาวินัยการคลัง เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน







