
ศึกอำนาจ กรรมาธิการ ‘ศุภชัย’ ’ ฟ้อง ‘รักชนก’ยื่น ป.ป.ช.สอบ ‘โรม
ข้อพิพาทขอบเขตอำนาจ กรรมาธิการ ลุกลามเป็นคดีความและคำร้องจริยธรรม ขณะที่ฝ่ายค้านกังวลแนวทางใหม่อาจกระทบการตรวจสอบรัฐบาล
KEY
POINTS
- ศุภชัยยืนยันหนังสือถึงประธานสภาฯ ขอวางแนวทางป้องกัน กมธ.ทำงานซ้ำซ้อน ไม่เกี่ยวกับกรณีสุชาดา
- ศุภชัยมอบทนายฟ้องรักชนกและผู้เผยแพร่ข้อความ พร้อมร่วมกับ กมธ.อีก 6–7 คนยื่น ป.ป.ช.สอบรังสิมันต์
- รักชนกกังวลการกำหนดให้ขอมติก่อนบรรจุวาระอาจจำกัดการทำงานฝ่ายค้าน พร้อมเสนอควบรวม กมธ.เหลือ 20 คณะ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ความขัดแย้งเรื่องขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ประจำสภาผู้แทนราษฎร ขยายจากการถกเถียงเรื่องการทำงานซ้ำซ้อน ไปสู่การฟ้องร้องและคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า การเสนอให้กำหนดแนวทางการทำงานของ กมธ. มีเป้าหมายป้องกันการทำงานทับซ้อน
นายศุภชัยเปิดเผยหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อขอให้วางแนวทางและวินิจฉัยขอบเขตหน้าที่ของ กมธ.
นายศุภชัย ยืนยันว่าไม่ได้ขอให้ประธานสภาฯ เรียกประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะมาประชุม แต่การนัดหารือเป็นแนวทางที่นายโสภณดำริขึ้นเอง เพื่อแก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและการบรรจุวาระโดยไม่ขอมติที่ประชุม ทั้งยังระบุว่าหนังสือดังกล่าวยื่นก่อนและไม่เกี่ยวกับกรณีของ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย
อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัยกล่าวหาว่า น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคลาดเคลื่อนว่าเขาเป็นผู้ขอให้เรียกประชุมประธาน กมธ. จนสร้างความเดือดร้อนทั่วสภา เขาจึงมอบอำนาจให้ทนายดำเนินคดีกับรักชนกและสื่อมวลชนราว 3–4 สำนักที่นำข้อความไปเผยแพร่ พร้อมระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นที่สร้างความเสียหายอีกประมาณ 70–80 คน และจะไม่เจรจายอมความ
กรณีของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธาน กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เป็นอีกแนวปะทะ ศุภชัยในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่สอง ระบุว่าเคยทำหนังสือท้วงติงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เรื่องการบรรจุวาระโดยไม่มีมติ กมธ. รวมถึงการเชิญสุชาดาเข้าชี้แจงและการเปลี่ยนวันประชุม เขาเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ จึงร่วมกับ กมธ.อีก 6–7 คนยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้วินิจฉัย โดยรังสิมันต์ยืนยันว่าการทำหน้าที่ของตนถูกต้อง
ก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนกแสดงความกังวลเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมว่า การเรียกประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะมาหารืออาจจำกัดการทำงานของ กมธ. โดยเฉพาะหากต้องขอมติก่อนบรรจุวาระ ซึ่งมองว่าอาจทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลได้ยากขึ้น รวมถึงประเด็นโครงการ TH-AI Passport พร้อมสนอแก้ข้อบังคับและควบรวม กมธ.จาก 35 คณะเหลือ 20 คณะตามโครงสร้างกระทรวง และตั้งคำถามถึงกรณีประธาน กมธ.จากพรรคภูมิใจไทย 5 คณะเดินทางไปภูเก็ตพร้อมกันโดยใช้งบประมาณสภา
นายโสภณชี้แจงว่าการหารือมีเป้าหมายให้การทำงานในสภาราบรื่นและลดภาระหน่วยราชการ ที่ประชุมสรุปให้ทุกคณะปฏิบัติตามข้อบังคับและหลีกเลี่ยงภารกิจซ้ำซ้อน หากมีข้อขัดแย้งด้านการตีความ สามารถส่งให้หน่วยงานกลางพิจารณาได้ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสภากำลังจัดทำหนังสือแจ้งแนวทางปฏิบัติไปยัง กมธ.ทุกคณะต่อไป.







