
TDRI เตือน 3 วิกฤตบั่นทอนชีวิตคนไทย งานหด รายได้เหลื่อมล้ำ รัฐไม่น่าพึ่ง
TDRI ชี้ 3 ปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงชีวิตคนไทย ทั้งงานคุณภาพลดลง ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง และรัฐขาดประสิทธิภาพ เตือนเศรษฐกิจโตไม่พอ หากคนส่วนใหญ่ยังไร้หลักประกันชีว
KEY
POINTS
- ความไม่มั่นคงในการทำงาน: อุตสาหกรรมดั้งเดิมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามาแทนที่แรงงาน ทำให้คนหางานคุณภาพยากและรายได้ไม่ทันค่าครองชีพ
- ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส: การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ทำให้รายได้และทรัพย์สินของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมากขึ้น ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้กลุ่มเปราะบางรับมือวิกฤตได้ยาก
- การขาดที่พึ่งจากภาครัฐ: ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นโยบายไม่ตอบโจทย์ปัญหาใหม่ๆ และยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนรู้สึกพึ่งพาไม่ได้
คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญความเครียด ความโดดเดี่ยว และความกังวลต่ออนาคต แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวและการลงทุนจากต่างประเทศอยู่ในระดับสูง สะท้อนช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงในชีวิตของประชาชน
ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเปิดสัมมนาประจำปีของ TDRI หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569
โดยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อความมั่นคงในชีวิตของคนไทย
3 ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยรู้สึกชีวิตไม่มั่นคง
ดร.วิรไทระบุว่า ปัจจัยแรกคือ ความไม่มั่นคงในการทำงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เคยสร้างการจ้างงานจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาคธุรกิจนำหุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาใช้แทนแรงงานมากขึ้น
ส่งผลให้คนทำงานหางานที่มีคุณภาพได้ยาก รายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ ยังเผชิญการแข่งขันจากทุนขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าราคาถูก
ปัจจัยที่สองคือ ความเหลื่อมล้ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ซึ่งทำให้รายได้ ทรัพย์สิน และโอกาสของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมากขึ้น
ระบบการศึกษาภาครัฐยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นบันไดให้ประชาชนส่วนใหญ่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน
ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเงินออมเพื่อวัยเกษียณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางรับมือกับน้ำท่วม ภัยพิบัติ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ยาก
ปัจจัยที่สามคือ การขาดที่พึ่งจากภาครัฐ เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง นโยบายไม่ตอบโจทย์ปัญหาใหม่ และยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ การขาดวินัยทางการคลังยังอาจจำกัดความสามารถของภาครัฐในการดูแลประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
เสนอ 3 ทางออก สร้างความมั่นคงระยะยาว
เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ดร.วิรไทเสนอให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนส่วนใหญ่
ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจที่จ้างงานจำนวนมาก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุน SME
และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผ่านการเพิ่มทักษะและปรับทักษะใหม่ (Upskill/Reskill)
ด้านที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ผ่านการปฏิรูปการศึกษา เพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร
สร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม และปรับระบบสวัสดิการให้ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ
ส่วนด้านที่สามคือการปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง ทั้งปราบปรามการทุจริตทุกระดับ ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อลดต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ ลดการทำงานแบบแยกส่วน และรักษาวินัยทางการคลังเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
ดร.วิรไททิ้งท้ายว่า การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้คนไทยต้องอาศัยหลักคิดที่ถูกต้องและการจัดลำดับความสำคัญ
โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่ามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนมีความหวัง มีหลักประกันในชีวิต และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างยั่งยืน







