posttoday
TDRI เตือน 3 วิกฤตบั่นทอนชีวิตคนไทย งานหด รายได้เหลื่อมล้ำ รัฐไม่น่าพึ่ง

TDRI เตือน 3 วิกฤตบั่นทอนชีวิตคนไทย งานหด รายได้เหลื่อมล้ำ รัฐไม่น่าพึ่ง

22 ตุลาคม 2569

TDRI ชี้ 3 ปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงชีวิตคนไทย ทั้งงานคุณภาพลดลง ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง และรัฐขาดประสิทธิภาพ เตือนเศรษฐกิจโตไม่พอ หากคนส่วนใหญ่ยังไร้หลักประกันชีว

KEY

POINTS

  • ความไม่มั่นคงในการทำงาน: อุตสาหกรรมดั้งเดิมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามาแทนที่แรงงาน ทำให้คนหางานคุณภาพยากและรายได้ไม่ทันค่าครองชีพ
  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส: การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ทำให้รายได้และทรัพย์สินของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมากขึ้น ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้กลุ่มเปราะบางรับมือวิกฤตได้ยาก
  • การขาดที่พึ่งจากภาครัฐ: ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นโยบายไม่ตอบโจทย์ปัญหาใหม่ๆ และยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ประชาชนรู้สึกพึ่งพาไม่ได้

คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญความเครียด ความโดดเดี่ยว และความกังวลต่ออนาคต แม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวและการลงทุนจากต่างประเทศอยู่ในระดับสูง สะท้อนช่องว่างระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงในชีวิตของประชาชน

 

ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานคณะกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเปิดสัมมนาประจำปีของ TDRI หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569

 

โดยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อความมั่นคงในชีวิตของคนไทย

 

TDRI เตือน 3 วิกฤตบั่นทอนชีวิตคนไทย งานหด รายได้เหลื่อมล้ำ รัฐไม่น่าพึ่ง

 

3 ปัจจัยหลักที่ทำให้คนไทยรู้สึกชีวิตไม่มั่นคง

ดร.วิรไทระบุว่า ปัจจัยแรกคือ ความไม่มั่นคงในการทำงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เคยสร้างการจ้างงานจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาคธุรกิจนำหุ่นยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI มาใช้แทนแรงงานมากขึ้น

 

ส่งผลให้คนทำงานหางานที่มีคุณภาพได้ยาก รายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ และมีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับวัยเกษียณ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญ ยังเผชิญการแข่งขันจากทุนขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าราคาถูก

 

ปัจจัยที่สองคือ ความเหลื่อมล้ำและการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ซึ่งทำให้รายได้ ทรัพย์สิน และโอกาสของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันมากขึ้น

 

ระบบการศึกษาภาครัฐยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นบันไดให้ประชาชนส่วนใหญ่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน

 

ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเงินออมเพื่อวัยเกษียณที่ไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางรับมือกับน้ำท่วม ภัยพิบัติ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ยาก

 

ปัจจัยที่สามคือ การขาดที่พึ่งจากภาครัฐ เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลง นโยบายไม่ตอบโจทย์ปัญหาใหม่ และยังมีปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

 

นอกจากนี้ การขาดวินัยทางการคลังยังอาจจำกัดความสามารถของภาครัฐในการดูแลประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

 

เสนอ 3 ทางออก สร้างความมั่นคงระยะยาว

เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ดร.วิรไทเสนอให้ภาครัฐและทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างงานที่มีคุณภาพให้คนส่วนใหญ่

 

ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจที่จ้างงานจำนวนมาก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อสนับสนุน SME

 

และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผ่านการเพิ่มทักษะและปรับทักษะใหม่ (Upskill/Reskill)

 

ด้านที่สองคือการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ผ่านการปฏิรูปการศึกษา เพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร

 

สร้างการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม และปรับระบบสวัสดิการให้ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ

 

ส่วนด้านที่สามคือการปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง ทั้งปราบปรามการทุจริตทุกระดับ ปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อลดต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ

 

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานรัฐ ลดการทำงานแบบแยกส่วน และรักษาวินัยทางการคลังเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

 

ดร.วิรไททิ้งท้ายว่า การสร้างความมั่นคงในชีวิตให้คนไทยต้องอาศัยหลักคิดที่ถูกต้องและการจัดลำดับความสำคัญ

 

โดยให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่ามาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนมีความหวัง มีหลักประกันในชีวิต และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างยั่งยืน

ข่าวล่าสุด

TOA คว้าแชมป์ Social Power Brand 2 ปีซ้อน ตอกย้ำเบอร์ 1 สีทาอาคาร

TOA คว้าแชมป์ Social Power Brand 2 ปีซ้อน ตอกย้ำเบอร์ 1 สีทาอาคาร