
ล้างบาง “ขบวนการโกงสอบท้องถิ่น” เกมยังไม่จบ เงิน 320 ล้านพาไปถึงใคร
สางคดีโกงสอบท้องถิ่น “อนุทิน” ลั่นไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ขณะที่ ป.ป.ช. สอบแล้วกว่า 700 ปาก ด้าน ปปง. ขยายเส้นทางการเงิน ยึด-อายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท
“อนุทิน” เปิดเกมรุก สั่งลากคดีโกงสอบท้องถิ่นให้สุดทาง ปปง. ยึด-อายัดทรัพย์แล้วกว่า 320 ล้านบาท ขณะที่ ป.ป.ช. สอบกว่า 700 ปาก พบผู้บริหารกรมฯ-นายหน้าเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต จับตาเส้นทางเงินและกระดาษคำตอบฉบับจริง อาจเป็นกุญแจสำคัญสาวถึงตัวการ คดีโกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568
จากจุดเริ่มต้นที่พบความผิดปกติของคะแนนสอบ วันนี้คดีไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิกถอนผลสอบหรือปลดผู้ทุจริตออกจากตำแหน่ง แต่กำลังถูกสังคมจับตาความจริงใจของรัฐบาลว่าจะขยายผลเป็นคดีขนาดใหญ่ที่มีทั้ง ขบวนการ นายหน้า เงิน และเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ามาเกี่ยวข้องได้หรือไม่
ตัวเลขล่าสุดสะท้อนความซับซ้อนของคดี
5,925 ราย คือจำนวนผู้สอบที่ถูกแก้ไขคะแนน
3,868 ราย คือจำนวนที่ถูกเพิกถอนการบรรจุจากการทุจริตแก้ไขคะแนน
700 ปาก คือจำนวนผู้เกี่ยวข้องที่ ป.ป.ช. สอบไปแล้ว
และ กว่า 320 ล้านบาท คือมูลค่าทรัพย์สินที่ ปปง. ยึดและอายัดไว้แล้ว
แต่ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียง “ชั้นแรก” ของคดี
เพราะคำถามสำคัญจากนี้คือ เงินจำนวนนี้มาจากไหน ใครเป็นคนรับ และปลายทางอยู่ที่ใคร
“คดีไม่จบ” จากปากนายกรัฐมนตรี
11 ก.ย. 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งหัวโต๊ะแถลงความคืบหน้าคดี พร้อมตัวแทน 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สารสำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องการส่งออกมาคือ คดีนี้ยังไม่จบ
สิ่งที่กระทรวงมหาดไทยดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ทั้งการเพิกถอนผู้มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่ง และแจ้งรายชื่อให้ท้องถิ่นดำเนินการเลิกจ้าง เป็นเพียงมาตรการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น
ส่วน “คดีอาญา” และการสาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ยังคงเดินหน้าต่อ
รัฐบาลจึงใช้การทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริต ตำรวจ และการฟอกเงิน เป็นเครื่องมือไล่ตั้งแต่ คน–กระบวนการ–เงิน–ทรัพย์สิน
ปมใหญ่ที่ 1 - ใครอยู่เบื้องหลัง “นายหน้า”
ข้อมูลจาก ป.ป.ช. ถือเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของคดี
จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องแล้วกว่า 700 ปาก พบข้อมูลที่ทำให้เห็นโครงสร้างของการทุจริตชัดเจนขึ้น
ป.ป.ช. ระบุว่า พบข้าราชการระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดขั้นตอนการโกงข้อสอบ
ขณะเดียวกัน ยังพบเครือข่าย “นายหน้า” ทั้งนายหน้าหลักและนายหน้ารอง ทำหน้าที่รวบรวมผู้สมัครที่ต้องการทุจริต รวมถึงรวบรวมเงินส่งต่อ
ที่สำคัญ เครือข่ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่บุคคลภายนอก แต่มีข้อมูลว่ามีทั้งข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้อง
นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้คดีเปลี่ยนจากเรื่อง “โกงข้อสอบ” ไปสู่คำถามเรื่อง “ขบวนการทุจริตเชิงโครงสร้าง”
ปมใหญ่ที่ 2 - 320 ล้านคือปลายทางหรือจุดเริ่มต้น
การยึดและอายัดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ
ปปง. ระบุว่า ได้ออกคำสั่งยึดทรัพย์แล้ว 3 คำสั่ง รวมมูลค่ากว่า 320 ล้านบาทเศษ โดยการทำงานไม่ได้ดูเพียงทรัพย์สินของผู้ต้องหา แต่ไล่ตรวจสอบธุรกรรมและเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิด
นั่นหมายความว่า เกมจากนี้จะอยู่ที่ “เส้นทางการเงิน”
เมื่อพบว่ามีเงินถูกส่งต่อผ่านนายหน้าหลายระดับ คำถามคือเงินสุดท้ายไปอยู่ที่ใคร
หากเส้นทางการเงินสามารถเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจหรือมีบทบาทในกระบวนการจัดสอบได้ คดีอาจขยับไปสู่ผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “ตัวการ” มากกว่าผู้ลงมือในระดับปฏิบัติการ
และนี่คือเหตุผลที่รัฐบาลย้ำว่า การยึดทรัพย์ 320 ล้านบาท ยังไม่ใช่บทสรุป
ปมใหญ่ที่ 3 - 5,925 คะแนนผิดปกติ ใครเป็นคนทำ
ตัวเลข 5,925 รายสะท้อนขนาดของความผิดปกติที่เกิดขึ้น
กระทรวงมหาดไทยนำข้อมูลคะแนนสอบที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจัดทำบัญชีใหม่ ก่อนดำเนินการเพิกถอนผู้ที่ทุจริตแก้ไขคะแนนจำนวน 3,868 ราย
ในจำนวนนี้มีการเปิดให้ผู้เข้าสอบตรวจสอบคะแนนเพื่อความโปร่งใส มีผู้มาขอดูคะแนน 1,489 ราย และไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้าน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตากว่าตัวเลขผู้ถูกเพิกถอน คือ กลไกที่ทำให้คะแนนสอบถูกแก้ไขได้
ใครเข้าถึงข้อมูล
ใครสามารถแก้ไขคะแนน
แก้ไขผ่านขั้นตอนใด
ใครสั่งการ
และใครเป็นผู้รับผลประโยชน์
คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวชี้ว่า การทุจริตเกิดขึ้นในระดับใด และมีผู้เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
ปมใหญ่ที่ 4 - “กระดาษคำตอบฉบับจริง” อาจเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการตรวจสอบกระดาษคำตอบฉบับจริง
ป.ป.ช. ระบุว่า อยู่ระหว่างเตรียมตรวจสอบกระดาษคำตอบ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
หากการตรวจสอบสามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างคำตอบ คะแนน และกระบวนการแก้ไขข้อมูลได้ ก็จะช่วยเติมภาพในส่วนที่ยังขาดของคดี
เพราะ “ตัวเลขคะแนน” บอกว่ามีความผิดปกติ
แต่ “กระดาษคำตอบ” อาจช่วยตอบว่า ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นอย่างไร
ปมใหญ่ที่ 5 - ใครจะรับผิดจาก “ความผิดพลาดของระบบ”
นอกจากผู้ทุจริตโดยตรง อีกโจทย์ที่กระทรวงมหาดไทยต้องสะสางคือความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการสอบ
ก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้ามาปฏิบัติราชการที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
กระทรวงยังตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความร้องทุกข์ต่อทั้งสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์และกองบังคับการปราบปราม
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เฉพาะว่า “ใครโกง” แต่รวมถึงว่า “ใครละเว้น ใครรู้เห็น และใครปล่อยให้กระบวนการผิดปกติเกิดขึ้น”
หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะมีทั้งมิติทางอาญาและวินัยตามมา
เกมวัดใจรัฐบาล “เอาจริงแค่ไหน”
คดีโกงสอบท้องถิ่นกำลังเดินมาถึงจุดที่สำคัญ
เพราะการตรวจสอบคะแนนและการเพิกถอนผู้ทุจริตเป็นเพียงการจัดการ “ปลายเหตุ”
โจทย์ใหญ่กว่าคือการสาวกลับไปถึง ต้นตอของขบวนการ
ใครวางระบบ
ใครเป็นนายหน้า
ใครรวบรวมเงิน
เงินถูกส่งต่อไปที่ใคร
ใครเป็นผู้สั่งการ
และมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับใดเข้าไปเกี่ยวข้อง
เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมกำลังรอดูไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ต้องหาหรือมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น
แต่คือ รัฐบาลจะสามารถลากคดีจาก “คนโกง” ไปถึง “คนบงการ” ได้หรือไม่
คำประกาศของนายกรัฐมนตรีว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” จะมีน้ำหนักมากที่สุด ก็ต่อเมื่อปลายทางของคดีไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม







