
เฉลิมโชว์เดี่ยวงบกลางปี ตีมาร์ค ตัดตอน 'มิ่งขวัญ'
กระแสสนใจเริ่มเบนไปให้น้ำหนักกับ “หนังตัวอย่าง” จากขุนพลฝีปากกล้า “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” กับการเดินเกมครั้งสำคัญ ตีปี๊บเรียกแขกไปติดตามของจริงในคิวถล่มงบกลางปี แสนล้านบาท 16 ก.พ.นี้
กระแสสนใจเริ่มเบนไปให้น้ำหนักกับ “หนังตัวอย่าง” จากขุนพลฝีปากกล้า “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” กับการเดินเกมครั้งสำคัญ ตีปี๊บเรียกแขกไปติดตามของจริงในคิวถล่มงบกลางปี แสนล้านบาท 16 ก.พ.นี้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กระแสสนใจเริ่มเบนไปให้น้ำหนักกับ “หนังตัวอย่าง” จากขุนพลฝีปากกล้า “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” กับการเดินเกมครั้งสำคัญ ตีปี๊บเรียกแขกไปติดตามของจริงในคิวถล่มงบกลางปี แสนล้านบาท 16 ก.พ.นี้
จั่วหัวแต่ละเรื่อง “หวือหวา” จนกลบกระแสอภิปรายไม่ไว้วางใจสนิท แม้ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายเนื้อหารายละเอียดที่จะตามมาจะเป็นไปตามที่ออกแขกหรือไม่
ทว่า... ในวันที่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กำลังอ้ำๆ อึ้งๆ จนกองเชียร์ถอดใจไม่รู้จะได้ฤกษ์ยื่นอภิปรายเมื่อไหร่ การอาศัยลูกเก๋าออกมาแย่งซีนประกาศนำทัพอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณกลางปีของ “สิงห์เหลิม” เที่ยวนี้ ย่อมถูกมองว่าเป็นการฆ่าตัดตอนมิ่งขวัญอย่างเลือดเย็น
แม้มองในด้านบวกอาจเป็นยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินร่วมกันตี” ของเพื่อไทย กับการส่งดาบแรกมานวดรัฐบาลด้วยการอภิปรายงบกลางปี ก่อนจะซ้ำด้วยอภิปราย ในการพิจารณาแถลงผลงานรัฐบาลในวันที่ 24 ก.พ. ก่อนปิดท้ายด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
แต่สภาพ “เกาเหลา” ระหว่าง “เฉลิมมิ่งขวัญ” ที่เปิดศึกแย่งชิงการนำภายในพรรค จนนำมาสู่การประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปล่อยให้ “มิ่งขวัญ” ลุยเดี่ยว พิสูจน์ผลงานนำทัพศึกซักฟอกตามไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ไม่อาจทำให้คิดเป็นอื่นได้
การทุ่มหมดหน้าตัก พิสูจน์ผลงานผ่านเวทีซักฟอกงบกลาง จึงถือเป็นการ “ปั่นราคา” ให้กับตัวเอง ในวันที่มีกระแสข่าวเรื่อง ร.ต.อ.เฉลิม พร้อมสละเรือไปตั้งพรรคร่วมกับ นิติภูมิ นวรัตน์ และชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ไม่สลายไป
ยิ่งหากผลงานเข้าเป้า นอกจากสร้างผลงานให้กับตัวเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังไปกดทับดับรัศมี “มิ่งขวัญ” ที่ต้องแบกรับแรงกดดันในการนำทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจเต็มรูปแบบครั้งแรก ด้วยสไตล์ใหม่ ไม่ดุดัน เน้นสมานฉันท์ ไม่เร้าใจ
ตรงข้ามกับ “จุดเด่น” ของสิงห์เหลิม ทั้งลีลา ฝีปากตามแบบฉบับถูกใจฮาร์ดคอร์ ทำให้ข้อมูลที่มีอยู่ในมือ เพิ่มมูลค่าและสีสันให้การอภิปราย และเรียกความสนใจจากสังคมได้เสมอ
ที่สำคัญ ดูจากแต่ละหัวข้อที่จั่วหัว ล้วนเป็น “หมัดเด็ด” ที่หากมีมูลย่อมทำเอารัฐบาลสะเทือน
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การพุ่งเป้าไปที่ประเด็น “แบ่งเค้ก” ให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยมีเงื่อนงำเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเสียงโอนอ่อนที่สุดท้ายจำยอมกับประชาธิปัตย์ ในสูตร 375+125 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ออกมาเรียงหน้ายืนยันขึงในสูตร 400+100
งานนี้หาก ร.ต.อ.เฉลิม หาหลักฐานมาสนับสนุน ความพยายามเชื่อมโยงให้เห็นว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนโควตาพรรคกิจสังคม ได้งบ 900 ล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้งบไป 1,600 ล้านบาท ในห้วงเวลาใกล้เคียงกับชาติไทยพัฒนาเริ่มเสียงอ่อยกับสูตร 400+100 ไปจนถึงกระทรวงอื่นๆ ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ประชาธิปัตย์ต้องสั่นสะเทือน
นอกเหนือจากการจุดประเด็นส่อทุจริต 2530% รายกระทรวง ที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัย
ทว่าเนื้อหนังที่ ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมชำแหละรายประเด็น อาทิ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งโดนใจชาวบ้านชาวช่องที่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ นั้น มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่พยายามโยงไปถึงบริษัทผลิตไบโอดีเซล เชื่อมต่อไปถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่
แม้จะออกแนวลักไก่ที่มาขมวดตอนท้ายว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดก่อนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ เพราะกระทรวงการคลังมีหน้าที่เข้าไปดูแล ก่อนตบท้ายแบบงงๆ ให้ไปเชื่อมโยงกับแผนการซื้อห้างโมเดิร์นเทรดของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่นี้
ยังไม่ลืมการแขวะคู่ปรับเก่าอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่ลงไปคุมเรื่อง “ปาล์ม” ด้วยตัวเอง ในฐานะเจ้าของฐานเสียงเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม และเตรียมลากคนในประชาธิปัตย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องปาล์มมาเชือด ที่เจ้าตัวคุยว่าจะไม่ต่างจากกรณี ส.ป.ก. 401
ประเด็นที่หนีไม่พ้นอีกประเด็นคือ ประมวล 3จี ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คัดค้าน แต่รัฐบาลยังดึงดันจนกรรมการบริษัท กสท โทรคมนาคม ลาออกถึง 17 คน
ส่วนประเด็นเรื่องทุจริตปลีกย่อยรายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาดไทย โครงการคอมพิวเตอร์ หรืออื่นๆ ล้วนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ สส.รุ่นกลาง ที่จะรับหน้าที่ชำแหละ
ทุ่มกันหมดตัวอย่างนี้... งานหนักอาจไม่ได้อยู่ที่ประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาล เพราะไม่ว่าจะเป็นอภิปรายงบกลาง หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ความเหนียวแน่นของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการยืนเกมเป็นรัฐบาลยาว ย่อมไม่อาจแตกแถวในช่วงเวลานี้
ดังนั้น งานหนักในเวลานี้จึงอาจตกไปที่ “มิ่งขวัญ” หัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีชื่อห้อยท้ายญัตติให้เป็นนายกฯ เพราะฟังดู “เฉลิม” กะปล่อยหมดแม็กไม่กั๊ก การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้คงกร่อยไปถนัดใจ
ยิ่งแรงบีบในพรรคเริ่มกดดันให้ “มิ่งขวัญ” ยื่นอภิปรายก่อน 25 ก.พ. เพื่อจะได้ไม่ต้องยื้อไปถึง เม.ย. ที่อาจจะทำให้กระแสในขณะนั้นปลุกยากยิ่งขึ้น
การอภิปรายงบกลางเที่ยวนี้จึงมีผลชี้เป็นชี้ตายต่อการเมืองครั้งสำคัญ ทว่าคนที่เป็นฝ่ายถูกกดดันอาจไม่ใช่นายกฯ “อภิสิทธิ์” แต่เป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่าง “มิ่งขวัญ” โดยปริยาย







